Golden Dreams TMS&Herb

วันศุกร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ดอกไม้ 10 ชนิด กินได้ สมุนไพรแก้โรค

ดอกไม้ 10 ชนิด กินได้ สมุนไพรแก้โรค
นอกจาก ดอกไม้ จะสร้างโลกให้สวยงามแล้ว ยังเป็นอาหารที่มีประโยชน์ และแก้โรคต่างๆ ได้นะคะ จึงเลือกดอกไม้ที่มีฤทธิ์เป็นสมุนไพรรักษาโรคมา 10 ชนิด อ่านกันเลยค่ะ
กระเจี๊ยบแดง แทรกกลีบดอกอยู่ตามกิ่งยาว ใช้ประดับแจกันก็ได้ ขณะเดียวกันก็นำกลีบเลี้ยงมาเชื่อม ทำแยม หรือตากแห้งใช้ต้มเป็นน้ำกระเจี๊ยบ สรรพคุณ ดื่มแก้ร้อนใน กระหายน้ำ บรรเทาอาการท้องเสีย และช่วยป้องกันการจับตัวของไขมันในเส้นเลือด กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน

กระดังงาไทย ดอกสีเหลืองมีกลิ่นหอมสุขุม ใช้กลีบลนไฟอ่อนๆ ลอยน้ำเชื่อม ปรุงขนมหวานต่างๆ ให้กลิ่นหอม สรรพคุณ ใช้เข้ายาลม บำรุงโลหิต บำรุงธาตุ และบำรุงหัวใจ
ดอกกล้วย หรือที่เรียกว่าหัวปลี ใช้ส่วนที่ยังอ่อนสีขาวนวล กินเป็นผักเคียงกับก๋วยเตี๋ยวผัดไทย ใช้ยำ ใส่แกงเลียง ชุบแป้งทอด หรือต้มจิ้มน้ำพริก โดยเฉพาะปลีกล้วยตานีจะมีเส้นใยที่อ่อนนุ่มกว่าปลีกล้วยชนิดอื่นๆสรรพคุณ ช่วยเพิ่มน้ำนมให้กับคุณแม่คนใหม่ และช่วยลดน้ำตาลในเลือด รักษาเบาหวาน

กุหลาบมอญ กลีบดอกสีชมพูมีกลิ่นหอมเย็น แช่น้ำลอยดอกไม้ ปรุงเป็นขนม เพื่อให้ความหอม ใส่ในยำร่วมกับดอกไม้อื่นๆ ดอกแห้งใช้ชงเป็นชา สรรพคุณบำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย ช่วยระบาย
ดอกขจร ดอกรูปถ้วยสีเหลืองอ่อน ใช้ทั้งดอกตูมและดอกบานทำอาหารได้หลายชนิด เช่นแกงส้ม แกงจืด ไข่ตุ๋น ยำดอกขจร และชุบแป้งทอดกินกับขนมจีนน้ำพริกสรรพคุณ ให้พลังงานต่อร่างกายมาก เพราะมีคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน สูงกว่าผักชนิดอื่น มีวิตามินเอและซีค่อนข้างสูง บำรุงตับ ปอด บำรุงเลือด และแก้เสมหะ
คาเลนดูล่า (ดาวเรืองหม้อ หรือดาวกระจาย) กลีบดอกใส่ในสลัด น้ำซุป อบกับขนมปัง เพื่อให้กลิ่นหอม สรรพคุณ ช่วยบรรเทาอาการอักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา

ชบา ใช้แต่งสลัดผัก ใส่แกงเลียง หรือใช้เป็นสีผสมอาหารจะให้สีแดงม่วง เติมน้ำมะนาวลงไปจะให้สีแดงสด สรรพคุณ บำรุงน้ำนมในสตรีหลังคลอดบุตร ดื่มเป็นยาชงช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย แก้ไข้ ฟอกโลหิต และช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ
ดาวเรือง ดอกตูมลวกจิ้มน้ำพริก กินแกล้มลาบ กะปิคั่ว ช่อดอกรสขม ฉุนเล็กน้อย สรรพคุณ ขับร้อนใน ขับลม ละลายเสมหะ แก้วิงเวียนศรีษะ
ดาหลา ดอกตูมและหน่ออ่อนจิ้มน้ำพริก แกงเผ็ด หรือหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ผสมในข้าวยำ สรรพคุณ รสเผ็ดร้อน ช่วยขับลม แก้ลมพิษ แก้โรคผิวหนัง

ดอกอโศกน้ำ ดอกเป็นพวงสีเหลืองส้มมีกลิ่นหอม รสเปรี้ยว นิยมทำแกงส้ม พล่า ยำ หรือดอกสดจิ้มกับน้ำพริกได้ สรรพคุณ แก้ไอ ขับเสมหะ บำรุงธาตุ
เรียกว่างามอย่างมีคุณค่า เป็นทั้งอาหารตาและอาหารจาน แต่ต้องระวังสารเคมีที่ตกค้างในการปลูก ทางที่ดีปลูกเองใช้เองดีกว่าคะ

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2558

การตั้งคอมพิวเตอร์

การตั้งคอมพิวเตอร์
         ท่านผู้อ่านที่ทำงานกับ computer หรือเล่นเกม หรือเพื่อการศึกษาหากท่านใช้เวลากับมันมากโดยที่ปรับโต๊ะ เก้าอี้ หรือจอ monitor ไม่ถูกต้องอาจจะทำให้ปวดตา ปวดคอ ปวดหลัง บทความนี้จะเป็นคำแนะนำการทำงานกับ computer

การปรับ Keyboad
         การทำงานกับ computer นานจะมีปัญหาเกี่ยวกับแขน ข้อมือ และมือ คำแนะนำต่อไปนี้จะทำให้ท่านทำงานสบายขึ้น
  • ปรับความสูงของ keyboard เพื่อให้หัวไหล่ได้พัก แขนแนบลำตัว keyboard อยู่ตรงหน้าไม่เอียงซ้ายหรือขวา
  • Keyboardควรอยู่ใกล้กับผู้ใช้เพื่อที่จะไม่ต้องเอื้อมมือ
  • ข้อศอกควรได้ฉาก90 องศา แขนส่วนปลายจะขนานกับพื้น
  • Mouse ควรวางข้างKeyboard
  • ขณะที่ไม่ได้ทำงานควรพักแขนไว้บนท้องไม่ควรพักแขนไว้บน Keyboard หรือ Mouse

การตั้งDesktops

  • โต๊ะที่วาง computer ควรจะสูง 25-29 นิ้วขึ้นกับส่วนสูงของผู้ใช้
  • ปรับเก้าอี้ให้แขนขนานกับพื้นขณะทำงานและแขนควรอยู่สูงจากต้นขา 2นิ้ว
  • ใต้โต๊ะควรเป็นพื้นที่ว่างเพื่อยืดเท้า
  • ของที่ใช้บ่อยควรอยู่ใกล้มือ
  • ถ้าใช้ที่หนีบกระดาษควรอยู่ระดับเดียวกับ monitor

การปรับ Monitors

การปรับแต่งMonitorจะช่วยให้ตาและระบบกล้ามเนื้อทำงานได้ดีขึ้นคำแนะนำนี้จะช่วยอาการปวดตาปวดคอ และเมื่อยกล้ามเนื้อไหล่
  • เช็ดจอให้สะอาด
  • ปรับความสว่างให้พอเหมาะ
  • จอ monitor ตั้งอยู่ตรงหน้าเพื่อที่จะต้องไม่หมุนคอ
  • จอควรห่างจากตัวผู้ใช้ 20-26 นิ้ว
  • จอทำมุกกับแนวดี่ง10-20 องศา
  • ให้แสงจากหน้าต่างเข้าทางข้างเพื่อป้องกันการสะท้อนของแสง
  • จอไม่ควรได้รับแสงโดยตรงเพราะจะทำให้เกิดการสะท้อนของแสงหรืออาจจะใส่แผ่นกรองแสง
  • ขอบบนของจอmonitor ควรอยู่ระดับเดียวกับตา

การปรับแสง

  • แสงที่ใช้ไม่ควรเกิน18-46 แรงเทียน
  • แสงควรเข้าทางด้านข้างเพื่อป้องกันการสะท้อนของแสง
  • วางจอmonitor โดยหันด้างข้างของจอ monitor ไปหาหน้าต่าง
  • ไม่ควรใช้โคมไฟ
  • ผนังด้านหลังจอmonitorควรทาสีทึบเพื่อป้องกันสะท้อนของแสง
  • ใช้แผ่นกันการสะท้อนของแสง

การปรับเก้าอี้

เชื่อกันว่าการนั่งเป็นการผ่อนคลาย ความจริงการนั่งนานๆจะทำให้กระดูกหลัง หมอนรองกระดูกได้รับน้ำหนักอยู่ตลอดเวลา นอกจากหลังแล้วยังมีผลต่อเท้าเนื่องจากเลือดจะไปกองที่เท้า ข้อแนะนำนี้จะช่วยให้ท่านผู้อ่านทำงานกับ computer อย่างสบาย
  • อย่าท่าใดท่าหนึ่งนานๆ
  • เปลี่ยนท่านั่งและยืนสลับกัน
  • ปรับเบาะพิงหลังให้รองบริเวณเอวอาจจะใช้หมอนหรือผ้าหนุนด้วยก็ได้ท่านั่งที่ดีควรจะเป็นท่าที่ขาตั้งฉากกับลำตัว
  • ปรับความสูงของเก้าอี้เพื่อให้เท้าวางบนพื้น
  • นั่งหลังพิงพนักพิง
  • ต้นขาขนานกับพื้น เข่าอยู่แนวระนาบเดียวกับข้อสะโพก
  • เข่าควรอยู่ห่างจากเบาะนั่ง 2-3 นิ้ว
  • อย่านั่งหลังโก่ง
  • ปรับความสูงของที่พักแขนให้แขนและไหล่ได้พักขณะทำงาน

รับประทานอาหารมื้อค่ำมีผลต่อความอ้วน

รับประทานอาหารมื้อค่ำมีผลต่อความอ้วน

        ก่อนหน้านี้มีความเชื่อกันว่าการรับประทานอาหารมื้อเย็นหากรับประทานดึกจะทำให้อ้วน แต่ยังไม่การศึกษาว่าทำให้อ้วนจริงหรือเปล่า จนกระทั่ง Rika Yokoyama, MS และคณะจากญี่ปุ่นได้สึกษาถึงผลการรับประทานอาหารค่ำดึกไปว่าจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วนหรือไม่
         การศึกษานี้ใช้คน 10 คนอายุเฉลี่ย 40 ปี ดัชนีมวลกายประมาณ 23.1 โดยให้รับประทานอาหารเช้าเวลา 8.00 น อาหารบ่ายเวลา 13.00 น ส่วนอาหารค่ำปกติเวลา 19.00 น ส่วนอาหารค่ำดึก 22.00 น ผู้วิจัยจะให้ผู้ทดลองรับประทานอาหารตามเวลาดังกล่าว ชนิดของอาหารจะเหมือนกัน โดยรับประทานอาหารในห้องซึ่งสามารถวัดปริมาณออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อวัดปริมาณพลังงานที่ใช้ นอกจากนั้นยังวัดความหิวด้วยผลการศึกษา
  • ผู้ที่รับประทานอาหารมื้อเย็นเร็วจะมีการใช้พลังงานมากกว่าผู้ที่ทานอาหารมื้อเย็นดึก เนื่องจากผู้ที่รับอาหารมื้อเย็นเร็วจะมีเวลาืำกิจกรรมนานกว่าผู้ที่รับดึก ดังนั้นผู้ที่รับประทานอาหารเย็นเร็วจะมีโอกาศอ้วนน้อยกว่า
  • ระดับน้ำตาลและปริมาณอินซูลินในเลือดของผู้ที่รับประทานอาหารเย็นเร็วจะต่ำกว่าผู้ที่รับประทานดึก
  • กรดไขมันในผู้ที่รับประทานอาหารเร็วจะต่ำกว่าผู้ที่รับประทานมื้อเย็นดึก
  • ผู้ที่รับประทานอาหารเย็นดึกจะหิวเก่งกว่าคนที่รับประทานเร็ว
Obesity 2010: The Obesity Society 28th Annual Scientific Meeting. Poster 202-P. Presented October 12, 2010.

ข้อเสนอแนะ
         แม้ว่าจะเป็นการศึกษาที่ใช้คนไม่มากแต่ข้อมูลออกไปในทิศทางเดียวกันว่าอาหารมื้อเย็นควรจะรับไม่เกินเวลา 19 น เพราะหากรับสายหรือดึกจะก่อผลเสียต่อสุขภาพ

วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การดูแลฟัน

การดูแลสุขอนามัยในช่องปาก

         หลักของการดูแลสุขอนามัยในช่องปากประกอบไปด้วยการแปรงฟัน การใช้ไหมขัดฟัน และ การพบทัน๖ืแพทย์เพื่อดูแลฟันอย่างน้อยปีละสองครั้ง
การดูแลสุขภาพในช่องปาก
         การดูแลเหงือกและฟันควรจะเริ่มต้นตั้งแต่ยังเป็นทารกซึ่งจะทำให้ได้ฟันที่แข็งแรงไปตลอดชีวิต การรักษาสุขภาพฟันและเหงือกต้องประกอบไปด้วยการเลือกอาหาร เครื่องดื่ม การเลือกแปรงสีฟัน การแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง การใช้ไหมขัดฟันและการพบทันตแพทย์เป็นประจำ
ประโยชน์ของการดูแลสุขภาพปาก
มีวิธีการอะไรบ้างที่จะป้องกันโรคเหงือกและฟัน

กลิ่นปาก

กลิ่นปาก


         กลิ่นปากหรือปากเหม็นเป็นกลิ่นไม่สะอาดที่หายใจออกมา นอกจากจะทำให้เสียความมั่นใจ กลิ่นปากยังเป็นสัญญาณเตือนว่าอาจจะมีโรคประจำตัว
สาเหตุกลิ่นปากก็พบตั้งแต่เรื่องอาหาร โรคของเหงือก ฟัน โรคในช่องปาก และโรคระบบทางเดินหายใจ


กลิ่นปากกลิ่นปาก

         กลิ่นปากหรือปากเหม็น หรือลมหายใจไม่สะอาด หากเกิดขึ้นกับใครก็ทำให้ขาดความมั่นใจ จะปรึกษาใครก็รู้สึกเป็นสิ่งน่าอาย บทความนี้อาจจะช่วยให้ท่านลดกลิ่นปาก ตำแหน่งที่เกิดกลิ่นปากมากที่สุดคือลิ้นเนื่องจากผิวลิ้นหยาบ ดังนั้นหากเกิดกลิ่นปากลองทำความสะอาดลิ้นก่อนเป็นอันดับแรก

กลไกการเกิดกลิ่นปาก

  • เกิดจากเชื้อแบคทีเรียในปากตายทำให้เกิดสาร sulfur ออกมาจึงเกิดกลิ่น
  • แบคทีเรียสลายอาหารที่อยู่ในปาก
  • น้ำลายลดลงทำให้เชื้อแบคทีเรีย หรืออาหารไม่ถูกชะล้าง
สาเหตุ
  • สาเหตุจากในปาก
  • กลิ่นปากตอนตื่นเช้า เป็นเรื่องปกติเพราะปากจะแห้งทำให้มีการหมัหมม สายหน่อยเมื่อมีน้ำลายกลิ่นปากจะลดลง
  • ปากแห้ง เป็นภาวะที่มีน้ำลายน้อยทำให้เกิดการหมักหมม เช่นตื่นนอนตอนเช้า โรคเบาหวาน หรือเกิดจากยา อ่านที่นี่
  • อาหาร เครื่องดื่มและยา สารเคมีในอาหารและยาจะถูกขับออกมา เช่นกลิ่นสุรา กระเทียมเป็นต้น ภาวะนี้จะเป็นชั่วคราว
  • การสูบบุหรี่
  • การอดอาหาร จะทำให้มีกลิ่น keytone
  • สาเหตุุจากโรค เช
ฝ้าขาวสาเหตุจากในปาก

         กลิ่นปากส่วนใหญ่เกิดจากในปาก เชื้อแบคที่เรียย่อยโปรตีนและอาหารทำให้เกิดกลิ่นปาก ปัจจัยที่ส่งเสริมทำให้เกิดกลิ่นปากได้แก่
  • เศษอาหารที่ติดตามซอกฟัน ซึ่งการแปรงฟันไม่สามารถขจัดเศษอาหารเหล่านี้ได้
  • คราบหินปูน และโรคเหงือก ซึ่งจะมีเชื้อแบคทีเรียย่อยอาหารทำให้เกิดกลิ่น
  • ลิ้นสกปรก เป็นฝ้าซึ่งเกิดจากเศษอาหาร หรือเสมหะ ฝ้าเหล่านี้จะมีเชื้อโรคมากมาย การทำความสะอาดลิ้นจะช่วยลดกลิ่นปากลงได้

การดูแลเรื่องกลิ่นปาก

เรื่องอนามัยในช่องปาก
  • การแปรงฟันอย่างน้อยสองครั้งต่อสัปดาห์ แปรงให้ถูกวิธีและไม่แปรงแรงเกินไป อ่านที่นี่
  • การใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวันละครั้ง อ่านที่นี่ หากจะให้ดีควรจะทำวันละสองครั้ง
  • กหารปรึกษาทันตแพทย์ปีละสองครั้ง
  • ให้รับประทานอาหารครบ 3 มื้อทุกวัน
  • ให้ดื่มน้ำมะนาวซึ่งจะเพิ่มปริมาณน้ำลาย
  • ให้ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว
เรื่องอาหารและเครื่องดื่ม
         อาหารน้ำตาลและที่เป็นกรดจะทำให้เกิดกลิ่นปาก และเกิดฟันผุ ควรจะหลีกเลี่ยงอาหารดังกล่าว
  • ลดปริมาณหรือความถี่อาหารที่มีรสหวาน และไม่ควรจะรับประทานอาหารหวานเป็นของว่าง
  • หลี่กเลี่ยงเครื่องดื่มที่เป็นกรด เช่นน้ำอัดลม น้ำผลไม้ ให้ดื่มไม่ต้องอมเพื่อลดเวลาที่ฟันสัมผัสกรด
  • ให้ดื่มน้ำ ชา หรือนม แทนเครื่องดื่มที่เป็นกรด
  • แปรงฟันหลังจากดื่มเครื่องดื่มที่เป็นกรดไม่เกินหนึ่งชั่วโมง
วิธีอื่นๆที่จะลดกลิ่นปาก
  • หยุดสูบบุหรี่เพราะการสูบบุหรี่จะเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคเหงือก
  • การใช้น้ำยาบ้วนปากสำหรับผู้ที่ปฏิบัติตัวเป็นอย่างดีแล้วยังมีกลิ่นปาก
  • การทำความสะอาดลิ้น
  • การเคี้ยวหมากฝรั่งชนิดที่ไม่มีน้ำตาล
  • การไม่ดื่มน้ำหรือไม่รับประทานอาหาร ทำให้แบคทีเรียไม่ถูกชะล้างจึงเกิดกลิ่นปาก
  • โรคฟัน เช่นฟันผุ สุขลักษณะช่องปากไม่ดี มีการขังของเศษอาหารในช่องปาก
  • กลิ่นจากอาหารที่รับประทานเข้าไป เช่นกาแฟ สุรา หอมใหญ่ กระเทียม พริก บุหรี่
  • หายใจทางปากเนื่องจากเป็นหวัด
  • โรคระบบทางเดินหายใจ เช่นผีในปอด ไซนัสอักเสบ คออักเสบ เป็นต้น
  • โรคบางชนิดเช่น โรคไต โรคตับ
         ถ้าอาการไม่ดีภายหลังจากได้ปฏิบัติแล้ว 10 วันให้ปรึกษาทันต์แพทย์ หรือแพทย์ของท่าน

จะรู้ได้อย่างไรว่ามีกลิ่นปาก การทดสอบกลิ่นปาก
         ล้างข้อมือด้วยสบู่ให้สะอาดแล้วล้างน้ำจนสะอาด ใช้ผ้าสะอาดเช็ดให้แห้ง เลีย 4 ครั้งหลังจากนั้น 30 นาทีให้ดมว่ามีกลิ่นหรือไม่

กลิ่นปากในเด็ก
         ท่านผู้ปกครองหากเด็กมีกลิ่นปากไม่หาย ท่านไม่ต้องกังวลว่าจะเด็กจะมีโรคเหมือนผู้ใหญ่ เช่น โรคที่ศีรษะ คอ และกระเพาะอาหารเพราะว่าสาเหตุส่วนใหญ่ของกลิ่นปากเกิดจากในปาก สาเหตุที่พบบ่อยได้แก่
  • สุขอนามัยไม่ดี มีเศษอาหารและเชื้อแบคทีเรียเหลือตามซอกฟัน เด็กมักจะมีกลิ่นมากมากในตอนเช้า หากเป็นมากจะมีตอนสาย
  • ฟันผุ บางรายเด็กไม่มีอาการปวดฟันแต่มีฟันผุ
  • ไซนัสอักเสบทั้งเฉียบพลันและเรื้อรังสามารถทำให้เกิดกลิ่นปากได้ นอกจากกลิ่นปากเด็กโดยมากจะเกิดอาการ น้ำมูกไหล ไอกลางคืน
  • คออักเสบ เด็กจะมีไข้เจ็บคอ และมีกลิ่นปาก
  • ภูมิแพ้ทำให้มีเสมหะไหลไปที่คอทำให้เกิดกลิ่นปาก
คำแนะนำ
  • อย่าทำให้เด็กขาดความมั่นใจ ควรใช้โอกาสนี้สอนเด็กแปรงฟัน และล้างปาก
  • เลือกแปรงที่มีขนาดเหมาะกับปากและมีขนอ่อนนุ่มพอควรพร้อมยาสีฟัน ยาสีฟันควรมีสาร fluoride
  • ควรแปรงฟันพร้อมเด็ก ให้เด็กแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง
  • สอนเด็กใช้ Dental flossing
  • หากเห็นเศษอาหารติดที่คอก็ให้เด็กกรวกคอบ้วนปาก
  • ให้ตรวจฟันทุกปี
เรื่องที่เกี่ยวข้อง

การคาดเข็มขัดนิรภัย

เข็มขัดนิรภัย
         เมื่อเกิดอุบัติเหตุจราจรทางบกจะทำให้เกิดการสูญเสียชีวิต ร่างกาย อันตรายที่เกิดกับคนมีตั้งแต่ไม่มากเช่นแผลถลอกจนกระทั้งอวัยวะภายในได้รับบาดเจ็บ อาจจะพิการ การป้องกันที่ดีที่สุดคือการป้องกันมิให้เกิดอุบัติเหตุ แต่ก็ไม่สามารถป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ การใช้เข็มขัดนิรภัยจะช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บ

การเปลี่ยนแปลงเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
  1. แรงกระแทกที่เกิดจากรถที่วิ่งเร็ว 60 กิโลเมตรจะเท่ากับรถที่ตกที่สูง 14 เมตรหรือความสูงประมาณตึก 5 ชั้น ตัวรถจะยุบหรือบิดงอ
  2. คนที่อยู่ในรถถ้าไม่คาดเข็มขัดนิรภัยจะเดินทางด้วยความเร็วเท่ากับรถเมื่อชนและหยุด ศีรษะ หน้า ลำตัวของคนในรถจะถูกเหวี่ยงไปกระแทกกับพวงมาลัย และกระจกหน้ารถอาจทำให้หมดสติหรือเสียชีวิต
  3. อวัยวะในร่างกาย เช่นตับ ไต ลำไส้ สมองหรือไขสันหลังซึ่งมีการเคลื่อนไหวอยู่ภายในจะเคลื่อนไหวเท่ากับความเร็วของรถ เมื่อคนในรถหยุด อวัยวะภายในจะกระแทกกันเอง ทำให้ตับ ไต ลำไส้หรือสมองฉีกขาดได้
ใครบ้างที่ควรคาดเข็มขัดนิรภัย
  1. คนที่ขับรถทุกคน
  2. ผู้โดยสารทุกคนไม่ว่าจะนั่งหน้าหรือหลัง
  3. ผู้โดยสารรถขนาดใหญ่ที่มีเข็มขัดนิรภัยควรต้องคาดเช่นกัน
ประเภทของเข็มขัดนิรภัย
  • เข็มขัดนิรภัยที่รัดตรงบริเวณโคนขา รอบสะโพก (lap belt หรือแบบสองจุด) พบได้ในเครื่องบิน สำหรับรถยนต์จะใช้กับที่นั่งตอนหลัง เข็มขัดชนิดนี้ใช้คาดบริเวณต้นขา รอบสะโพก ไม่ควรรัดบริเวณหน้าท้อง
  • เข็มขัดที่คาดผ่านบริเวณสะโพกและไหล่ ( lap shoulder belt หรือแบบ 3 จุด)คาดบริเวณสะโพก บริเวณต้นขา และผ่านเฉียงทางหน้าอกและกระดูกไหปลาร้า
การคาดเข็มขัดนิรภัย

วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557

การจัดการกับอาการปวดต้นคอ

ปวดต้นคอ
         อาการปวดต้นคอเป็นอาการที่พบบ่อย ปวดต้นคออาจะมีสาเหตุจากกล้ามเนื้ออักเสบเนื่องจากการใช้งานที่ไม่เหมาะสม หรือออาจจะมีสาเหตุจากกระดูกคอเสื่อม

         คอเป็นอวัยวะหนึ่งที่มีการใช้มากที่สุด ยิ่งการทำงานในยุคปัจจุบัน คนต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์ต้องก้มหน้าเงยหน้าอยู่ตลอด ประกอบงานปัจจุบันต้องใช้สมองมาก ทำให้เกิดความเครียดจึงเกิดอาการปวดคอ และปวดศีรษะ นอกจากนั้นคอเป็นอวัยวะที่บอบบางเมื่อเทียบกับขนาดสมอง และลำตัว ให้เกิดความชอกช้ำหรือบาดเจ็บได้ง่าย นอกจากนั้นคอก็ยังเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาทที่รับคำสั่งจากสมอง ไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย อาการเจ็บคอพบได้ไม่บ่อยเท่าอาการปวดหลัง อาการเจ็บคอที่พบบ่อยที่สุดคือ กล้ามเนื้อคอหดเกร็งทำให้เอี้ยวคอหรือเคลื่อนไหวศีรษะไม่ได้ หรือที่เรียกว่าตกหมอน ซึ่งส่วนใหญ่จะหายเองได้

มารู้จักคอของคนเรา
         คอเป็นอวัยวะที่สำคัญช่วยเชิดหน้าชูตาให้กับเรา คอของเราประกอบด้วยกระดูกคอทั้งหมด 7 ชิ้นเราเรียก cervical spine 1 หรือ C1-7 โดยชิ้นที่1จะอยู่ติดกับกระโหลก ชิ้นที่7จะติดกับกระดูกหน้าอก ระหว่างกระดูกแต่ละชิ้นจะมีหมอนกระดูกขั้นกลาง เมือ่เราคลำส่วนหลังของคอ จะคลำได้เป็นตุ่มๆซึ่งเป็นกระดูกยื่นมาจากส่วนหลังของกระดูกต้นคอ ตรงกลางของกระดูกจะมีรู้เรียก spinal canal ซึ่งเป็นรูที่ให้ประสาทไขสันหลัง spinal cord ลอดผ่าน ระหว่างรอยต่อของกระดูกต้นคอ จะมีช่องให้เส้นประสาทลอดออกไปซึ่งจะนำคำสั่งจากสมองไปยังกล้ามเนื้อ และรับความรู้สึกส่วนต่างๆไปยังสมอง หากรูนี้เล็กลง หรือมีกระดูกงอกไปกดก็จะทำให้มีอาการปวดต้นคอ และปวดแขน

การทำงานของคอ
         การเคลื่อนไหวของข้อต่อต้องอาศัยการหดตัวของกล้ามเนื้อมัดต่างๆ ซึ่งมีผลทำให้ส่วนประกอบของข้อเคลื่อนตามดังนี้
  • หากท่านก้มศีรษะหรือเงยหน้า หมอนกระดูกของคอจะถูกกดไปข้างหน้า และข้างหลัง
  • หากท่านหมุนคอไปทางซ้ายหรือขวา กระดูกคอแต่ละชิ้นจะหมุนตัวมันเองตามทิศทางที่ต้องการ
  • เมื่อตะแคงศีรษะไปทางข้างใดข้างหนึ่ง กระดูกข้างนั้นจะบีบตัวเข้ามาทำให้ช่องที่เป็นทางออกของเส้นประสาทแคบลง
สาเหตุของการปวดคอที่พบบ่อย
  1. อิริยาบทหรือท่าที่ผิดสุขลักษณะ ทำให้กล้ามเนื้อบางมัดถูกใช้งานจนเมื่อยร้าเกินไป เช่นบางคนชอบนั่งก้มหน้า หรือ หรือช่างที่ต้องเงยหน้าอยู่ตลอดเวลา ใช้หมอนสูงเกินไปวิธีแก้ต้องใช้หมอนหนุุต้นคอหรือบริเวณท้ายทอย
  2. ความเครียดทางจิตใจซึ่งอาจจะเกิดจากหลายสาเหตุ เช่นการงาน ครอบครัว การพักผ่อนที่ไม่พอเพียง ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อคอหดเกร็ง
  3. คอเคร็ดหรือยอก เกิดจากการที่กล้ามเนื้อคอต้องทำงานมากเกินไป เนื่องจากคอต้องเคลื่อนไหวเร็วเกินไป หรือรุนแรงเกินไปทำให้เอ็นและกล้ามเนื้อถูกยืดมากจนมีการฉีกขาดบางส่วนจนเกิดอาการปวด ตัวอย่างที่ทำให้เกิดคอเคล็ดเช่น การก้มเพื่อมองหาของใต้โต๊ะ การหกล้ม
  4. ภาวะข้อเสื่อม เนื่องจากกระดูกคอต้องแบกน้ำหนักอยู้ตลอดเวลาตั้งแต่เด็กจนแก่ ทำให้ข้อเสื่อมตามอายุมีปุ่มกระดูกหรือกระดูกงอกที่ขอบของข้อต่อ ซึ่งอาจจะไปกดทับถูกปลายประสาทที่โผล่ออกมา ภาวะข้อกระดูกเสื่อมอาจจะไม่มีอาการปวดหรือผิดปกติใดๆ แต่อาจจะพบโดยบังเอิญ
  5. อาการบาดเจ็บของกระดูกคอซึ่งอาจจะเกิดจากอุบัติเหตุต่างๆเช่น ตกที่สูง ถูกทำร้ายร่างกาย รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์พลิกคว่ำ ผู้ป่วยมักจะมีอาการบาดเจ็บของร่างกายส่วนอื่นด้วย
  6. ข้ออักเสบ โรคข้ออักเสบเรื้อรังบางชนิดอาจจะทำให้กระดูกต้นคออักเสบด้วย เช่นข้ออักเสบรูมาตอยด์
โรคที่เป็นสาเหตุของอาการปวดต้นคอ
โรคหมอนรองกระดูก Cervical Disc Disease
         หากเราเกิดอุบัติเหตุเช่น รถชนกันทำให้ศีรษะหงายหลัง หรือเกิดจากข้ออักเสบทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมและมีการเลื่อนของหมอนรองกระดูกไปกดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดเหมือนไฟช็อกจากต้นแขนไปปลายแขนร่วมกับอาการชา หากไม่รักษาอาจจะทำให้แขนอ่อนแรงถึงกับเป็นอัมพาต หมอนกระดูกทับเส้นประสาท

ท่อไขสันหลังตีบ Cervial stenosis
         เนื่องจากมีการเสื่อมของกระดูกต้นคอและหมอนรองกระดูกทำให้รูในท่อไขสันหลังแคบจึงมีการกดทับประสาทไขสันหลัง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดต้นคอ ชามือ เดินเร็วจะปวดขา ทำงานที่มีความละเอียดไม่ได้

กระดูกต้นคอเสื่อม Osteoartgritis
         กระดูกต้นคอก็เหมือนกับกระดูกที่อื่นๆ เมื่อใช้งานมานานก็เกิดการเสื่อมของกระดูก หมอนกระดูกจะบางลง และมีกระดูกงอกเงยออกมา ผู้ป่วยจะมีอาการปวดต้นคอ มักจะเป็นมากในตอนเช้า ปวดต้นคอร้าวไปบริเวณไหล่หรือสะบัก ตอนสายๆอาการจะดีขึ้น

การได้รับอุบัติเหตุ
         ส่วนให้เกิดจากอุบัติเหตุรถหรือมอเตอร์ไซด์ มีการหงายหน้าอย่างรวดเร็วและรุนแรงทำให้มีการช้ำของกล้ามเนื้อ ในรายที่เป็นรุนแรงอาจจะมีหมอนกระดูกทับเส้นประสาท

การดูแลตัวเองเมื่อมีอาการเจ็บคอ
  1. ผู้ที่มีอาการปวดต้นคอหรือที่เรียกว่าตกหมอนส่วนใหญ่จะเกิดจากการได้รับบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหรือเอ็นรอบคอ คอจะแข็งอย่างเฉียบพลันหลังจากการเอี้ยว บิด ผิดท่าหรือภายหลังการตื่นนอน การรักษาสามารถทำได้โดย
  • พยายามพัก อย่าเคลื่อนไหวคอ ทางที่ดดีควรจะนอนพัก
  • รับประทานยาแก้ปวด หากไม่มากใช้ยา paracetamol 500 mg. หากปวดมากก็ให้รับประทานยากลุ่ม NSAID
  • ในระยะแรกอาจจะประคบด้วยน้ำแข็งใส่ถุงพลาสติกห่อผ้าขนหนูวางบริเวณที่ปวด หรือจะใช้น้ำอุ่นประคบประมาณ 10-15 นาที
  • การใส่ปลอกคอ มักจะไม่มีความจำเป็น นอกจากจะปวดมากๆ ไม่แนะนำให้มีการจับเส้นในระยะเฉียบพลันเพราะอาจจะเกิดผลเสีย
  1. สำหรับผู้ที่ปวดคอเรื้อรัง อาการปวดมักจะไม่รุนแรง เวลาก้มหรือเงย ตะแคงหรือเอี้ยวคอจะทำให้ปวดเพิ่มขึ้น การดูแลเบื้องต้ได้แก่
  • กินยาแก้ปวด
  • ประคบด้วยน้ำแข็งหรือน้ำอุ่นไว้แล้ว
  • การนวดหรือกดจุด โดยถูกหลักวิชาอาจจะช่วยระงับอาการปวดได้ การนวดง่ายๆอาจทำภายหลังจากการอาบน้ำอุ่นหรือประคบร้อนแล้ว 10-15 นาที
  • เริ่มการฝึกออกกำลังกล้ามเนื้อคอ
อาการเจ็บคอที่ต้องรีบพบแพทย์
         อาการเจ็บคอโดยส่วนใหญ่ไม่อันตรายหายเองได้ แต่ก็มีบางภาวะที่ผู้ป่วยจะต้องรู้และรีบปรึกาาแพทย์
  • อาการปวดต้นคอร่วมกับมีอาการชาหรืออ่อนแรงของแขนหรือขา และอาการอ่อนแรงเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ
  • อาการปวดข้อร่วมกับเบื่ออาหาร น้ำหนักลด
  • มีอาการปวดคอร่วมกับมีไข้สูง คอแข็ง ก้มหน้าเอาคางจรดอกไม่ได้ซึ่งอาจจะเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • อาการปวดต้นคอเป็นตลอดอย่างต่อเนื่อง
  • มีอาการปวดต้นคออย่างมาก
  • อาการเจ็บคอหลังจากได้รับอุบัติเหตุ
การออกกำลังกล้ามเนื้อคอ
         กล้ามเนื้อคอเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันและการรักษาการปวดคอเรื้อรังหรือเป็นๆหายหายๆ การบริหารกล้ามเนื้อคอจะแบ่งเป็นสองระยะได้แก่
  • ในระยะแรกจะบริหารเพื่อเพิ่มความยืดยุนของเอ็นและกล้ามเนื้อรอบคอ โดยการเอียงคอไปทางซ้าย ขวา ก้มหน้า เงยหน้า
  • ในระยะต่อมาจึงจะสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อโดยการ ใช้แรงต้านจากมือ
  • การออกกำลังกายโดยทั่วไป นับเป็นส่วนสำคัญข้อหนึ่ง เนื่องจากการออกกำลังกายจะทำให้หัวใจแข็งแรง มีการสูบฉีดโลหิตเพิ่มขึ้น กล้ามเนื้อของร่างกายหลายๆส่วน เช่นกล้ามเนื้อขา หลังจะแข็งแรง กระดูกจะเสื่อมน้อย
การรักษาโดยแพทย์
         ความสำคัญของการรักษาแพทย์จะตรวจว่าหมอนกระดูกได้มีการกดทับเส้นประสาทหรือไม่ หากมีการกดทับมาก ผู้ป่วยเกิดอาการช้า หรืออ่อนแรงแขนหรือขา การรักษาจะต้องทำการผ่าตัดในการวินิจฉัยแพทย์จะถามประวัติเพิ่มเติม และมีการตรวจพิเศษเพื่อยืนยันการวินิจฉัย และหาตำแหน่งของโรค

การรักษาโดยกายภาพ
         การทำกายภาพจะช่วยผ่อนคลายอาการปวดคอให้ท่านได้ โดยวิธีการดังต่อไปนี้
  • การประคบร้อน
  • การใช้เคื่อง ultrasound
  • การอบร้อน Diathermy
  • การใช้ Laser
  • การดึงคอ
  • การนวด
  • การใส่ปลอกคอ
การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันการปวดคอ
  1. ระวังอริยาบท ทั้งการยืน การนั่ง การนอน การทำงาน
  2. การทำงานควรหาเวลาหยุดพักเพื่อออกำลังกล้ามเนื้อคอ เคลื่อนไหวคอ หรือเปลี่ยนอิริยบทสัก 2-3 นาทีทุกชั่วโมง
  3. การเลือกเก้าอี้ที่เหมาะสม
  4. การพักผ่อนที่เพียงพอ การเลือกหมอน ที่นอน
  5. การใช้ยา
  6. การบริหารคอ