Golden Dreams TMS&Herb

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2558

การตั้งคอมพิวเตอร์

การตั้งคอมพิวเตอร์
         ท่านผู้อ่านที่ทำงานกับ computer หรือเล่นเกม หรือเพื่อการศึกษาหากท่านใช้เวลากับมันมากโดยที่ปรับโต๊ะ เก้าอี้ หรือจอ monitor ไม่ถูกต้องอาจจะทำให้ปวดตา ปวดคอ ปวดหลัง บทความนี้จะเป็นคำแนะนำการทำงานกับ computer

การปรับ Keyboad
         การทำงานกับ computer นานจะมีปัญหาเกี่ยวกับแขน ข้อมือ และมือ คำแนะนำต่อไปนี้จะทำให้ท่านทำงานสบายขึ้น
  • ปรับความสูงของ keyboard เพื่อให้หัวไหล่ได้พัก แขนแนบลำตัว keyboard อยู่ตรงหน้าไม่เอียงซ้ายหรือขวา
  • Keyboardควรอยู่ใกล้กับผู้ใช้เพื่อที่จะไม่ต้องเอื้อมมือ
  • ข้อศอกควรได้ฉาก90 องศา แขนส่วนปลายจะขนานกับพื้น
  • Mouse ควรวางข้างKeyboard
  • ขณะที่ไม่ได้ทำงานควรพักแขนไว้บนท้องไม่ควรพักแขนไว้บน Keyboard หรือ Mouse

การตั้งDesktops

  • โต๊ะที่วาง computer ควรจะสูง 25-29 นิ้วขึ้นกับส่วนสูงของผู้ใช้
  • ปรับเก้าอี้ให้แขนขนานกับพื้นขณะทำงานและแขนควรอยู่สูงจากต้นขา 2นิ้ว
  • ใต้โต๊ะควรเป็นพื้นที่ว่างเพื่อยืดเท้า
  • ของที่ใช้บ่อยควรอยู่ใกล้มือ
  • ถ้าใช้ที่หนีบกระดาษควรอยู่ระดับเดียวกับ monitor

การปรับ Monitors

การปรับแต่งMonitorจะช่วยให้ตาและระบบกล้ามเนื้อทำงานได้ดีขึ้นคำแนะนำนี้จะช่วยอาการปวดตาปวดคอ และเมื่อยกล้ามเนื้อไหล่
  • เช็ดจอให้สะอาด
  • ปรับความสว่างให้พอเหมาะ
  • จอ monitor ตั้งอยู่ตรงหน้าเพื่อที่จะต้องไม่หมุนคอ
  • จอควรห่างจากตัวผู้ใช้ 20-26 นิ้ว
  • จอทำมุกกับแนวดี่ง10-20 องศา
  • ให้แสงจากหน้าต่างเข้าทางข้างเพื่อป้องกันการสะท้อนของแสง
  • จอไม่ควรได้รับแสงโดยตรงเพราะจะทำให้เกิดการสะท้อนของแสงหรืออาจจะใส่แผ่นกรองแสง
  • ขอบบนของจอmonitor ควรอยู่ระดับเดียวกับตา

การปรับแสง

  • แสงที่ใช้ไม่ควรเกิน18-46 แรงเทียน
  • แสงควรเข้าทางด้านข้างเพื่อป้องกันการสะท้อนของแสง
  • วางจอmonitor โดยหันด้างข้างของจอ monitor ไปหาหน้าต่าง
  • ไม่ควรใช้โคมไฟ
  • ผนังด้านหลังจอmonitorควรทาสีทึบเพื่อป้องกันสะท้อนของแสง
  • ใช้แผ่นกันการสะท้อนของแสง

การปรับเก้าอี้

เชื่อกันว่าการนั่งเป็นการผ่อนคลาย ความจริงการนั่งนานๆจะทำให้กระดูกหลัง หมอนรองกระดูกได้รับน้ำหนักอยู่ตลอดเวลา นอกจากหลังแล้วยังมีผลต่อเท้าเนื่องจากเลือดจะไปกองที่เท้า ข้อแนะนำนี้จะช่วยให้ท่านผู้อ่านทำงานกับ computer อย่างสบาย
  • อย่าท่าใดท่าหนึ่งนานๆ
  • เปลี่ยนท่านั่งและยืนสลับกัน
  • ปรับเบาะพิงหลังให้รองบริเวณเอวอาจจะใช้หมอนหรือผ้าหนุนด้วยก็ได้ท่านั่งที่ดีควรจะเป็นท่าที่ขาตั้งฉากกับลำตัว
  • ปรับความสูงของเก้าอี้เพื่อให้เท้าวางบนพื้น
  • นั่งหลังพิงพนักพิง
  • ต้นขาขนานกับพื้น เข่าอยู่แนวระนาบเดียวกับข้อสะโพก
  • เข่าควรอยู่ห่างจากเบาะนั่ง 2-3 นิ้ว
  • อย่านั่งหลังโก่ง
  • ปรับความสูงของที่พักแขนให้แขนและไหล่ได้พักขณะทำงาน

รับประทานอาหารมื้อค่ำมีผลต่อความอ้วน

รับประทานอาหารมื้อค่ำมีผลต่อความอ้วน

        ก่อนหน้านี้มีความเชื่อกันว่าการรับประทานอาหารมื้อเย็นหากรับประทานดึกจะทำให้อ้วน แต่ยังไม่การศึกษาว่าทำให้อ้วนจริงหรือเปล่า จนกระทั่ง Rika Yokoyama, MS และคณะจากญี่ปุ่นได้สึกษาถึงผลการรับประทานอาหารค่ำดึกไปว่าจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วนหรือไม่
         การศึกษานี้ใช้คน 10 คนอายุเฉลี่ย 40 ปี ดัชนีมวลกายประมาณ 23.1 โดยให้รับประทานอาหารเช้าเวลา 8.00 น อาหารบ่ายเวลา 13.00 น ส่วนอาหารค่ำปกติเวลา 19.00 น ส่วนอาหารค่ำดึก 22.00 น ผู้วิจัยจะให้ผู้ทดลองรับประทานอาหารตามเวลาดังกล่าว ชนิดของอาหารจะเหมือนกัน โดยรับประทานอาหารในห้องซึ่งสามารถวัดปริมาณออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อวัดปริมาณพลังงานที่ใช้ นอกจากนั้นยังวัดความหิวด้วยผลการศึกษา
  • ผู้ที่รับประทานอาหารมื้อเย็นเร็วจะมีการใช้พลังงานมากกว่าผู้ที่ทานอาหารมื้อเย็นดึก เนื่องจากผู้ที่รับอาหารมื้อเย็นเร็วจะมีเวลาืำกิจกรรมนานกว่าผู้ที่รับดึก ดังนั้นผู้ที่รับประทานอาหารเย็นเร็วจะมีโอกาศอ้วนน้อยกว่า
  • ระดับน้ำตาลและปริมาณอินซูลินในเลือดของผู้ที่รับประทานอาหารเย็นเร็วจะต่ำกว่าผู้ที่รับประทานดึก
  • กรดไขมันในผู้ที่รับประทานอาหารเร็วจะต่ำกว่าผู้ที่รับประทานมื้อเย็นดึก
  • ผู้ที่รับประทานอาหารเย็นดึกจะหิวเก่งกว่าคนที่รับประทานเร็ว
Obesity 2010: The Obesity Society 28th Annual Scientific Meeting. Poster 202-P. Presented October 12, 2010.

ข้อเสนอแนะ
         แม้ว่าจะเป็นการศึกษาที่ใช้คนไม่มากแต่ข้อมูลออกไปในทิศทางเดียวกันว่าอาหารมื้อเย็นควรจะรับไม่เกินเวลา 19 น เพราะหากรับสายหรือดึกจะก่อผลเสียต่อสุขภาพ

วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การดูแลฟัน

การดูแลสุขอนามัยในช่องปาก

         หลักของการดูแลสุขอนามัยในช่องปากประกอบไปด้วยการแปรงฟัน การใช้ไหมขัดฟัน และ การพบทัน๖ืแพทย์เพื่อดูแลฟันอย่างน้อยปีละสองครั้ง
การดูแลสุขภาพในช่องปาก
         การดูแลเหงือกและฟันควรจะเริ่มต้นตั้งแต่ยังเป็นทารกซึ่งจะทำให้ได้ฟันที่แข็งแรงไปตลอดชีวิต การรักษาสุขภาพฟันและเหงือกต้องประกอบไปด้วยการเลือกอาหาร เครื่องดื่ม การเลือกแปรงสีฟัน การแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง การใช้ไหมขัดฟันและการพบทันตแพทย์เป็นประจำ
ประโยชน์ของการดูแลสุขภาพปาก
มีวิธีการอะไรบ้างที่จะป้องกันโรคเหงือกและฟัน

กลิ่นปาก

กลิ่นปาก


         กลิ่นปากหรือปากเหม็นเป็นกลิ่นไม่สะอาดที่หายใจออกมา นอกจากจะทำให้เสียความมั่นใจ กลิ่นปากยังเป็นสัญญาณเตือนว่าอาจจะมีโรคประจำตัว
สาเหตุกลิ่นปากก็พบตั้งแต่เรื่องอาหาร โรคของเหงือก ฟัน โรคในช่องปาก และโรคระบบทางเดินหายใจ


กลิ่นปากกลิ่นปาก

         กลิ่นปากหรือปากเหม็น หรือลมหายใจไม่สะอาด หากเกิดขึ้นกับใครก็ทำให้ขาดความมั่นใจ จะปรึกษาใครก็รู้สึกเป็นสิ่งน่าอาย บทความนี้อาจจะช่วยให้ท่านลดกลิ่นปาก ตำแหน่งที่เกิดกลิ่นปากมากที่สุดคือลิ้นเนื่องจากผิวลิ้นหยาบ ดังนั้นหากเกิดกลิ่นปากลองทำความสะอาดลิ้นก่อนเป็นอันดับแรก

กลไกการเกิดกลิ่นปาก

  • เกิดจากเชื้อแบคทีเรียในปากตายทำให้เกิดสาร sulfur ออกมาจึงเกิดกลิ่น
  • แบคทีเรียสลายอาหารที่อยู่ในปาก
  • น้ำลายลดลงทำให้เชื้อแบคทีเรีย หรืออาหารไม่ถูกชะล้าง
สาเหตุ
  • สาเหตุจากในปาก
  • กลิ่นปากตอนตื่นเช้า เป็นเรื่องปกติเพราะปากจะแห้งทำให้มีการหมัหมม สายหน่อยเมื่อมีน้ำลายกลิ่นปากจะลดลง
  • ปากแห้ง เป็นภาวะที่มีน้ำลายน้อยทำให้เกิดการหมักหมม เช่นตื่นนอนตอนเช้า โรคเบาหวาน หรือเกิดจากยา อ่านที่นี่
  • อาหาร เครื่องดื่มและยา สารเคมีในอาหารและยาจะถูกขับออกมา เช่นกลิ่นสุรา กระเทียมเป็นต้น ภาวะนี้จะเป็นชั่วคราว
  • การสูบบุหรี่
  • การอดอาหาร จะทำให้มีกลิ่น keytone
  • สาเหตุุจากโรค เช
ฝ้าขาวสาเหตุจากในปาก

         กลิ่นปากส่วนใหญ่เกิดจากในปาก เชื้อแบคที่เรียย่อยโปรตีนและอาหารทำให้เกิดกลิ่นปาก ปัจจัยที่ส่งเสริมทำให้เกิดกลิ่นปากได้แก่
  • เศษอาหารที่ติดตามซอกฟัน ซึ่งการแปรงฟันไม่สามารถขจัดเศษอาหารเหล่านี้ได้
  • คราบหินปูน และโรคเหงือก ซึ่งจะมีเชื้อแบคทีเรียย่อยอาหารทำให้เกิดกลิ่น
  • ลิ้นสกปรก เป็นฝ้าซึ่งเกิดจากเศษอาหาร หรือเสมหะ ฝ้าเหล่านี้จะมีเชื้อโรคมากมาย การทำความสะอาดลิ้นจะช่วยลดกลิ่นปากลงได้

การดูแลเรื่องกลิ่นปาก

เรื่องอนามัยในช่องปาก
  • การแปรงฟันอย่างน้อยสองครั้งต่อสัปดาห์ แปรงให้ถูกวิธีและไม่แปรงแรงเกินไป อ่านที่นี่
  • การใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวันละครั้ง อ่านที่นี่ หากจะให้ดีควรจะทำวันละสองครั้ง
  • กหารปรึกษาทันตแพทย์ปีละสองครั้ง
  • ให้รับประทานอาหารครบ 3 มื้อทุกวัน
  • ให้ดื่มน้ำมะนาวซึ่งจะเพิ่มปริมาณน้ำลาย
  • ให้ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว
เรื่องอาหารและเครื่องดื่ม
         อาหารน้ำตาลและที่เป็นกรดจะทำให้เกิดกลิ่นปาก และเกิดฟันผุ ควรจะหลีกเลี่ยงอาหารดังกล่าว
  • ลดปริมาณหรือความถี่อาหารที่มีรสหวาน และไม่ควรจะรับประทานอาหารหวานเป็นของว่าง
  • หลี่กเลี่ยงเครื่องดื่มที่เป็นกรด เช่นน้ำอัดลม น้ำผลไม้ ให้ดื่มไม่ต้องอมเพื่อลดเวลาที่ฟันสัมผัสกรด
  • ให้ดื่มน้ำ ชา หรือนม แทนเครื่องดื่มที่เป็นกรด
  • แปรงฟันหลังจากดื่มเครื่องดื่มที่เป็นกรดไม่เกินหนึ่งชั่วโมง
วิธีอื่นๆที่จะลดกลิ่นปาก
  • หยุดสูบบุหรี่เพราะการสูบบุหรี่จะเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคเหงือก
  • การใช้น้ำยาบ้วนปากสำหรับผู้ที่ปฏิบัติตัวเป็นอย่างดีแล้วยังมีกลิ่นปาก
  • การทำความสะอาดลิ้น
  • การเคี้ยวหมากฝรั่งชนิดที่ไม่มีน้ำตาล
  • การไม่ดื่มน้ำหรือไม่รับประทานอาหาร ทำให้แบคทีเรียไม่ถูกชะล้างจึงเกิดกลิ่นปาก
  • โรคฟัน เช่นฟันผุ สุขลักษณะช่องปากไม่ดี มีการขังของเศษอาหารในช่องปาก
  • กลิ่นจากอาหารที่รับประทานเข้าไป เช่นกาแฟ สุรา หอมใหญ่ กระเทียม พริก บุหรี่
  • หายใจทางปากเนื่องจากเป็นหวัด
  • โรคระบบทางเดินหายใจ เช่นผีในปอด ไซนัสอักเสบ คออักเสบ เป็นต้น
  • โรคบางชนิดเช่น โรคไต โรคตับ
         ถ้าอาการไม่ดีภายหลังจากได้ปฏิบัติแล้ว 10 วันให้ปรึกษาทันต์แพทย์ หรือแพทย์ของท่าน

จะรู้ได้อย่างไรว่ามีกลิ่นปาก การทดสอบกลิ่นปาก
         ล้างข้อมือด้วยสบู่ให้สะอาดแล้วล้างน้ำจนสะอาด ใช้ผ้าสะอาดเช็ดให้แห้ง เลีย 4 ครั้งหลังจากนั้น 30 นาทีให้ดมว่ามีกลิ่นหรือไม่

กลิ่นปากในเด็ก
         ท่านผู้ปกครองหากเด็กมีกลิ่นปากไม่หาย ท่านไม่ต้องกังวลว่าจะเด็กจะมีโรคเหมือนผู้ใหญ่ เช่น โรคที่ศีรษะ คอ และกระเพาะอาหารเพราะว่าสาเหตุส่วนใหญ่ของกลิ่นปากเกิดจากในปาก สาเหตุที่พบบ่อยได้แก่
  • สุขอนามัยไม่ดี มีเศษอาหารและเชื้อแบคทีเรียเหลือตามซอกฟัน เด็กมักจะมีกลิ่นมากมากในตอนเช้า หากเป็นมากจะมีตอนสาย
  • ฟันผุ บางรายเด็กไม่มีอาการปวดฟันแต่มีฟันผุ
  • ไซนัสอักเสบทั้งเฉียบพลันและเรื้อรังสามารถทำให้เกิดกลิ่นปากได้ นอกจากกลิ่นปากเด็กโดยมากจะเกิดอาการ น้ำมูกไหล ไอกลางคืน
  • คออักเสบ เด็กจะมีไข้เจ็บคอ และมีกลิ่นปาก
  • ภูมิแพ้ทำให้มีเสมหะไหลไปที่คอทำให้เกิดกลิ่นปาก
คำแนะนำ
  • อย่าทำให้เด็กขาดความมั่นใจ ควรใช้โอกาสนี้สอนเด็กแปรงฟัน และล้างปาก
  • เลือกแปรงที่มีขนาดเหมาะกับปากและมีขนอ่อนนุ่มพอควรพร้อมยาสีฟัน ยาสีฟันควรมีสาร fluoride
  • ควรแปรงฟันพร้อมเด็ก ให้เด็กแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง
  • สอนเด็กใช้ Dental flossing
  • หากเห็นเศษอาหารติดที่คอก็ให้เด็กกรวกคอบ้วนปาก
  • ให้ตรวจฟันทุกปี
เรื่องที่เกี่ยวข้อง

การคาดเข็มขัดนิรภัย

เข็มขัดนิรภัย
         เมื่อเกิดอุบัติเหตุจราจรทางบกจะทำให้เกิดการสูญเสียชีวิต ร่างกาย อันตรายที่เกิดกับคนมีตั้งแต่ไม่มากเช่นแผลถลอกจนกระทั้งอวัยวะภายในได้รับบาดเจ็บ อาจจะพิการ การป้องกันที่ดีที่สุดคือการป้องกันมิให้เกิดอุบัติเหตุ แต่ก็ไม่สามารถป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ การใช้เข็มขัดนิรภัยจะช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บ

การเปลี่ยนแปลงเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
  1. แรงกระแทกที่เกิดจากรถที่วิ่งเร็ว 60 กิโลเมตรจะเท่ากับรถที่ตกที่สูง 14 เมตรหรือความสูงประมาณตึก 5 ชั้น ตัวรถจะยุบหรือบิดงอ
  2. คนที่อยู่ในรถถ้าไม่คาดเข็มขัดนิรภัยจะเดินทางด้วยความเร็วเท่ากับรถเมื่อชนและหยุด ศีรษะ หน้า ลำตัวของคนในรถจะถูกเหวี่ยงไปกระแทกกับพวงมาลัย และกระจกหน้ารถอาจทำให้หมดสติหรือเสียชีวิต
  3. อวัยวะในร่างกาย เช่นตับ ไต ลำไส้ สมองหรือไขสันหลังซึ่งมีการเคลื่อนไหวอยู่ภายในจะเคลื่อนไหวเท่ากับความเร็วของรถ เมื่อคนในรถหยุด อวัยวะภายในจะกระแทกกันเอง ทำให้ตับ ไต ลำไส้หรือสมองฉีกขาดได้
ใครบ้างที่ควรคาดเข็มขัดนิรภัย
  1. คนที่ขับรถทุกคน
  2. ผู้โดยสารทุกคนไม่ว่าจะนั่งหน้าหรือหลัง
  3. ผู้โดยสารรถขนาดใหญ่ที่มีเข็มขัดนิรภัยควรต้องคาดเช่นกัน
ประเภทของเข็มขัดนิรภัย
  • เข็มขัดนิรภัยที่รัดตรงบริเวณโคนขา รอบสะโพก (lap belt หรือแบบสองจุด) พบได้ในเครื่องบิน สำหรับรถยนต์จะใช้กับที่นั่งตอนหลัง เข็มขัดชนิดนี้ใช้คาดบริเวณต้นขา รอบสะโพก ไม่ควรรัดบริเวณหน้าท้อง
  • เข็มขัดที่คาดผ่านบริเวณสะโพกและไหล่ ( lap shoulder belt หรือแบบ 3 จุด)คาดบริเวณสะโพก บริเวณต้นขา และผ่านเฉียงทางหน้าอกและกระดูกไหปลาร้า
การคาดเข็มขัดนิรภัย

วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557

การจัดการกับอาการปวดต้นคอ

ปวดต้นคอ
         อาการปวดต้นคอเป็นอาการที่พบบ่อย ปวดต้นคออาจะมีสาเหตุจากกล้ามเนื้ออักเสบเนื่องจากการใช้งานที่ไม่เหมาะสม หรือออาจจะมีสาเหตุจากกระดูกคอเสื่อม

         คอเป็นอวัยวะหนึ่งที่มีการใช้มากที่สุด ยิ่งการทำงานในยุคปัจจุบัน คนต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์ต้องก้มหน้าเงยหน้าอยู่ตลอด ประกอบงานปัจจุบันต้องใช้สมองมาก ทำให้เกิดความเครียดจึงเกิดอาการปวดคอ และปวดศีรษะ นอกจากนั้นคอเป็นอวัยวะที่บอบบางเมื่อเทียบกับขนาดสมอง และลำตัว ให้เกิดความชอกช้ำหรือบาดเจ็บได้ง่าย นอกจากนั้นคอก็ยังเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาทที่รับคำสั่งจากสมอง ไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย อาการเจ็บคอพบได้ไม่บ่อยเท่าอาการปวดหลัง อาการเจ็บคอที่พบบ่อยที่สุดคือ กล้ามเนื้อคอหดเกร็งทำให้เอี้ยวคอหรือเคลื่อนไหวศีรษะไม่ได้ หรือที่เรียกว่าตกหมอน ซึ่งส่วนใหญ่จะหายเองได้

มารู้จักคอของคนเรา
         คอเป็นอวัยวะที่สำคัญช่วยเชิดหน้าชูตาให้กับเรา คอของเราประกอบด้วยกระดูกคอทั้งหมด 7 ชิ้นเราเรียก cervical spine 1 หรือ C1-7 โดยชิ้นที่1จะอยู่ติดกับกระโหลก ชิ้นที่7จะติดกับกระดูกหน้าอก ระหว่างกระดูกแต่ละชิ้นจะมีหมอนกระดูกขั้นกลาง เมือ่เราคลำส่วนหลังของคอ จะคลำได้เป็นตุ่มๆซึ่งเป็นกระดูกยื่นมาจากส่วนหลังของกระดูกต้นคอ ตรงกลางของกระดูกจะมีรู้เรียก spinal canal ซึ่งเป็นรูที่ให้ประสาทไขสันหลัง spinal cord ลอดผ่าน ระหว่างรอยต่อของกระดูกต้นคอ จะมีช่องให้เส้นประสาทลอดออกไปซึ่งจะนำคำสั่งจากสมองไปยังกล้ามเนื้อ และรับความรู้สึกส่วนต่างๆไปยังสมอง หากรูนี้เล็กลง หรือมีกระดูกงอกไปกดก็จะทำให้มีอาการปวดต้นคอ และปวดแขน

การทำงานของคอ
         การเคลื่อนไหวของข้อต่อต้องอาศัยการหดตัวของกล้ามเนื้อมัดต่างๆ ซึ่งมีผลทำให้ส่วนประกอบของข้อเคลื่อนตามดังนี้
  • หากท่านก้มศีรษะหรือเงยหน้า หมอนกระดูกของคอจะถูกกดไปข้างหน้า และข้างหลัง
  • หากท่านหมุนคอไปทางซ้ายหรือขวา กระดูกคอแต่ละชิ้นจะหมุนตัวมันเองตามทิศทางที่ต้องการ
  • เมื่อตะแคงศีรษะไปทางข้างใดข้างหนึ่ง กระดูกข้างนั้นจะบีบตัวเข้ามาทำให้ช่องที่เป็นทางออกของเส้นประสาทแคบลง
สาเหตุของการปวดคอที่พบบ่อย
  1. อิริยาบทหรือท่าที่ผิดสุขลักษณะ ทำให้กล้ามเนื้อบางมัดถูกใช้งานจนเมื่อยร้าเกินไป เช่นบางคนชอบนั่งก้มหน้า หรือ หรือช่างที่ต้องเงยหน้าอยู่ตลอดเวลา ใช้หมอนสูงเกินไปวิธีแก้ต้องใช้หมอนหนุุต้นคอหรือบริเวณท้ายทอย
  2. ความเครียดทางจิตใจซึ่งอาจจะเกิดจากหลายสาเหตุ เช่นการงาน ครอบครัว การพักผ่อนที่ไม่พอเพียง ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อคอหดเกร็ง
  3. คอเคร็ดหรือยอก เกิดจากการที่กล้ามเนื้อคอต้องทำงานมากเกินไป เนื่องจากคอต้องเคลื่อนไหวเร็วเกินไป หรือรุนแรงเกินไปทำให้เอ็นและกล้ามเนื้อถูกยืดมากจนมีการฉีกขาดบางส่วนจนเกิดอาการปวด ตัวอย่างที่ทำให้เกิดคอเคล็ดเช่น การก้มเพื่อมองหาของใต้โต๊ะ การหกล้ม
  4. ภาวะข้อเสื่อม เนื่องจากกระดูกคอต้องแบกน้ำหนักอยู้ตลอดเวลาตั้งแต่เด็กจนแก่ ทำให้ข้อเสื่อมตามอายุมีปุ่มกระดูกหรือกระดูกงอกที่ขอบของข้อต่อ ซึ่งอาจจะไปกดทับถูกปลายประสาทที่โผล่ออกมา ภาวะข้อกระดูกเสื่อมอาจจะไม่มีอาการปวดหรือผิดปกติใดๆ แต่อาจจะพบโดยบังเอิญ
  5. อาการบาดเจ็บของกระดูกคอซึ่งอาจจะเกิดจากอุบัติเหตุต่างๆเช่น ตกที่สูง ถูกทำร้ายร่างกาย รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์พลิกคว่ำ ผู้ป่วยมักจะมีอาการบาดเจ็บของร่างกายส่วนอื่นด้วย
  6. ข้ออักเสบ โรคข้ออักเสบเรื้อรังบางชนิดอาจจะทำให้กระดูกต้นคออักเสบด้วย เช่นข้ออักเสบรูมาตอยด์
โรคที่เป็นสาเหตุของอาการปวดต้นคอ
โรคหมอนรองกระดูก Cervical Disc Disease
         หากเราเกิดอุบัติเหตุเช่น รถชนกันทำให้ศีรษะหงายหลัง หรือเกิดจากข้ออักเสบทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมและมีการเลื่อนของหมอนรองกระดูกไปกดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดเหมือนไฟช็อกจากต้นแขนไปปลายแขนร่วมกับอาการชา หากไม่รักษาอาจจะทำให้แขนอ่อนแรงถึงกับเป็นอัมพาต หมอนกระดูกทับเส้นประสาท

ท่อไขสันหลังตีบ Cervial stenosis
         เนื่องจากมีการเสื่อมของกระดูกต้นคอและหมอนรองกระดูกทำให้รูในท่อไขสันหลังแคบจึงมีการกดทับประสาทไขสันหลัง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดต้นคอ ชามือ เดินเร็วจะปวดขา ทำงานที่มีความละเอียดไม่ได้

กระดูกต้นคอเสื่อม Osteoartgritis
         กระดูกต้นคอก็เหมือนกับกระดูกที่อื่นๆ เมื่อใช้งานมานานก็เกิดการเสื่อมของกระดูก หมอนกระดูกจะบางลง และมีกระดูกงอกเงยออกมา ผู้ป่วยจะมีอาการปวดต้นคอ มักจะเป็นมากในตอนเช้า ปวดต้นคอร้าวไปบริเวณไหล่หรือสะบัก ตอนสายๆอาการจะดีขึ้น

การได้รับอุบัติเหตุ
         ส่วนให้เกิดจากอุบัติเหตุรถหรือมอเตอร์ไซด์ มีการหงายหน้าอย่างรวดเร็วและรุนแรงทำให้มีการช้ำของกล้ามเนื้อ ในรายที่เป็นรุนแรงอาจจะมีหมอนกระดูกทับเส้นประสาท

การดูแลตัวเองเมื่อมีอาการเจ็บคอ
  1. ผู้ที่มีอาการปวดต้นคอหรือที่เรียกว่าตกหมอนส่วนใหญ่จะเกิดจากการได้รับบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหรือเอ็นรอบคอ คอจะแข็งอย่างเฉียบพลันหลังจากการเอี้ยว บิด ผิดท่าหรือภายหลังการตื่นนอน การรักษาสามารถทำได้โดย
  • พยายามพัก อย่าเคลื่อนไหวคอ ทางที่ดดีควรจะนอนพัก
  • รับประทานยาแก้ปวด หากไม่มากใช้ยา paracetamol 500 mg. หากปวดมากก็ให้รับประทานยากลุ่ม NSAID
  • ในระยะแรกอาจจะประคบด้วยน้ำแข็งใส่ถุงพลาสติกห่อผ้าขนหนูวางบริเวณที่ปวด หรือจะใช้น้ำอุ่นประคบประมาณ 10-15 นาที
  • การใส่ปลอกคอ มักจะไม่มีความจำเป็น นอกจากจะปวดมากๆ ไม่แนะนำให้มีการจับเส้นในระยะเฉียบพลันเพราะอาจจะเกิดผลเสีย
  1. สำหรับผู้ที่ปวดคอเรื้อรัง อาการปวดมักจะไม่รุนแรง เวลาก้มหรือเงย ตะแคงหรือเอี้ยวคอจะทำให้ปวดเพิ่มขึ้น การดูแลเบื้องต้ได้แก่
  • กินยาแก้ปวด
  • ประคบด้วยน้ำแข็งหรือน้ำอุ่นไว้แล้ว
  • การนวดหรือกดจุด โดยถูกหลักวิชาอาจจะช่วยระงับอาการปวดได้ การนวดง่ายๆอาจทำภายหลังจากการอาบน้ำอุ่นหรือประคบร้อนแล้ว 10-15 นาที
  • เริ่มการฝึกออกกำลังกล้ามเนื้อคอ
อาการเจ็บคอที่ต้องรีบพบแพทย์
         อาการเจ็บคอโดยส่วนใหญ่ไม่อันตรายหายเองได้ แต่ก็มีบางภาวะที่ผู้ป่วยจะต้องรู้และรีบปรึกาาแพทย์
  • อาการปวดต้นคอร่วมกับมีอาการชาหรืออ่อนแรงของแขนหรือขา และอาการอ่อนแรงเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ
  • อาการปวดข้อร่วมกับเบื่ออาหาร น้ำหนักลด
  • มีอาการปวดคอร่วมกับมีไข้สูง คอแข็ง ก้มหน้าเอาคางจรดอกไม่ได้ซึ่งอาจจะเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • อาการปวดต้นคอเป็นตลอดอย่างต่อเนื่อง
  • มีอาการปวดต้นคออย่างมาก
  • อาการเจ็บคอหลังจากได้รับอุบัติเหตุ
การออกกำลังกล้ามเนื้อคอ
         กล้ามเนื้อคอเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันและการรักษาการปวดคอเรื้อรังหรือเป็นๆหายหายๆ การบริหารกล้ามเนื้อคอจะแบ่งเป็นสองระยะได้แก่
  • ในระยะแรกจะบริหารเพื่อเพิ่มความยืดยุนของเอ็นและกล้ามเนื้อรอบคอ โดยการเอียงคอไปทางซ้าย ขวา ก้มหน้า เงยหน้า
  • ในระยะต่อมาจึงจะสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อโดยการ ใช้แรงต้านจากมือ
  • การออกกำลังกายโดยทั่วไป นับเป็นส่วนสำคัญข้อหนึ่ง เนื่องจากการออกกำลังกายจะทำให้หัวใจแข็งแรง มีการสูบฉีดโลหิตเพิ่มขึ้น กล้ามเนื้อของร่างกายหลายๆส่วน เช่นกล้ามเนื้อขา หลังจะแข็งแรง กระดูกจะเสื่อมน้อย
การรักษาโดยแพทย์
         ความสำคัญของการรักษาแพทย์จะตรวจว่าหมอนกระดูกได้มีการกดทับเส้นประสาทหรือไม่ หากมีการกดทับมาก ผู้ป่วยเกิดอาการช้า หรืออ่อนแรงแขนหรือขา การรักษาจะต้องทำการผ่าตัดในการวินิจฉัยแพทย์จะถามประวัติเพิ่มเติม และมีการตรวจพิเศษเพื่อยืนยันการวินิจฉัย และหาตำแหน่งของโรค

การรักษาโดยกายภาพ
         การทำกายภาพจะช่วยผ่อนคลายอาการปวดคอให้ท่านได้ โดยวิธีการดังต่อไปนี้
  • การประคบร้อน
  • การใช้เคื่อง ultrasound
  • การอบร้อน Diathermy
  • การใช้ Laser
  • การดึงคอ
  • การนวด
  • การใส่ปลอกคอ
การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันการปวดคอ
  1. ระวังอริยาบท ทั้งการยืน การนั่ง การนอน การทำงาน
  2. การทำงานควรหาเวลาหยุดพักเพื่อออกำลังกล้ามเนื้อคอ เคลื่อนไหวคอ หรือเปลี่ยนอิริยบทสัก 2-3 นาทีทุกชั่วโมง
  3. การเลือกเก้าอี้ที่เหมาะสม
  4. การพักผ่อนที่เพียงพอ การเลือกหมอน ที่นอน
  5. การใช้ยา
  6. การบริหารคอ

การจัดการกับอาการปวดหลัง

อาการปวดหลัง Low back pain

        อาการปวดหลังเป็นอาการหนึ่งที่เป็นกันบ่อยๆ ประมาณ 4/5ของผู้ใหญ่จะเกิดอาการปวดหลัง ซึ่งอาจจะมากบ้างน้อยบ้างขึ้นกับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และการดูแลตัวเอง ผู้ที่มีอาการปวดหลังร้อยละ50จะหายภายใน 2 สัปดาห์ ร้อยละ90 จะหายภายใน 3 เดือน จะพบผู้ป่วยร้อยละ 5-10ที่จะเป็นโรคปวดเรื้อรัง การที่มีอาการปวดหลังไม่ได้หมายความว่าจะมีการทำลายเนื้อเยื่อของร่างกาย การปวดหลังเป็นเพียงเกิดการอักเสบขึ้นที่โครงสร้างของหลัง อาการที่สำคัญที่แสดงว่าเส้นประสาทถูกทำลายและต้องพบแพทย์โดยด่วนได้แก่
  • กลั้นปัสสาวะหรืออุจาระไม่อยู่
  • อ่อนแรงของขา
 บทความนี้จะกล่าวถึงกลไกการเกิดโรคปวดหลัง การป้องกัน การรักษา
ส่วนประกอบของหลังของเรา 
หลังของเรามิได้ประกอบด้วยกระดูกชิ้นเดียวแต่ประกอบไปด้วยกระดูกสันหลังทั้งหมด 24 ชิ้นที่เรียกว่า vertebrae วางซ้อนกันตั้งแต่กระดูกสะโพกถึงกะโหลกศีรษะ ระหว่างกระดูกแต่ละชิ้นจะเนื้อนุ่มเหมือนฟองน้ำขั้นกลางเรียกหมอนรองกระดูก ซึ่งจะรับแรงกระแทกของกระดูก และเพิ่มความคล่องตัวในการเคลื่อนไหว กระดูกสันหลังทำหน้าที่เป็นแกนกลางของร่างกาย กระดูกจะถูกยึดติดเป็นแนวโดยอาศัยกล้ามเนื้อและเอ็น การหดเกร็งกล้ามเนื้อหลังจะทำให้เกิดการเคลื่อนไหว
หน้าอีกอย่างหนึ่งของกระดูกสันหลังคือเป็นทางผ่านของประสาทไขสันหลัง (spinal cord) วิ่งเริ่มต้นจากสมองในกะโหลกศีรษะลงมาในช่องกระดุกสันหลัง และมีเส้นประสาท ( spinal nerve ) ออกบริเวณข้อต่อของกระดูกไปเลี้ยงยังอวัยวะต่างๆ
แพทย์จะแบ่งกระดูกหลังออกเป็นห้าส่วนคือ cervical ,thoracic ,lumbar,sacrum ,coccyx ส่วนที่เคลื่อนไหวได้มากที่สุดคือส่วนเอว(lumbar) และเป็นส่วนที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้มากที่สุด อวัยวะที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้แก่
  • รากประสาทที่ออกจากไขสันหลังอาจจะถูกกระตุ้นทำให้มีอาการปวด
  • ปลายประสาทที่เลี้ยงไขสันหลังอาจจะถูกกระตุ้นทำให้มีอาการปวด
  • กล้ามเนื้อหลังอาจเกร็งอยู่ตลอดเวลาทำให้เกิดอาการปวด
  • กระดูกสันหลัง เอ็น และข้อต่อกระดูกสันหลังอาจจะเกิดโรคทำให้ปวด
  • โรคที่เกิดระหว่างกระดูกเช่นหมอนกระดูกทับเส้นประสาท
ดังนั้นการทบทวนโครงสร้างของกระดูกสันหลังจะทำให้เราเข้าใจสาเหตุ กลไกการเกิดอาการปวดรวมทั้งการให้การรักษา ส่วนประกอบสำคัญที่ประกอบเป็นกระดูกสันหลังได้แก่

Vertebral bodies - กระดูกสันหลัง Vertebral bodies

กระดูกสันหลังประกอบด้วยส่วนใหญ่ๆดังนี้
  1. กระดูกต้นคอ cervical spine (neck) มีด้วยกัน 7 ชิ้น สองชิ้นแรกเชื่อมติดกัน หน้าที่ของกระดูกต้นคอสองชิ้นแรก คือการหมุนของคอ ส่วนกระดูก 5 ชิ้นที่เหลือจะเชื่อกันด้วยข้อต่อ 3 แห่งคือส่วนที่กับหมอนรองกระดูกหนึ่งแห่ง และเชื่อมติดกันด้วยข้อต่อ facet joints อีกสองแห่ง
  2. กระดูกหน้าอก thoracic spine (upper back) มีด้วยกัน 12 ชิ้น กระดูกบริเวณนี้ มีการเคลื่อนไหวน้อย เนื่องจากมีกระดูกซี่โครง และกระดูกกลางหน้าอกเชื่อมดังนั้นบริเวณนี้จึงไม่ค่อยมีอาการปวด
  3. กระดูกเอว lumbar spine (lower back) มีด้วยกัน 5 ชิ้นโดยวางอยู่บนหมอนหุ้มกระดูก กระดูกบริเวณนี้จะรองรับน้ำหนักตัวครึ่งหนึ่ง ส่วนน้ำหนักอีกครึ่งหนึ่งรองรับด้วยระบบกล้ามเนื้อ กระดูกบริเวณนี้มีการเชื่อมต่อกันด้วย 3 ข้อต่อเหมือนกันทำให้กระดูกบริเวณนี้สามารถเคลื่อนไหวไก้รอบตัวเช่น การก้ม การหงายไปข้างหลัง การหมุน การโยกออกด้านข้าง การโยกมาข้างหน้าจะใช้ข้อที่กระดูกเอว 50%ที่เหลือใช้ข้อกระดูกสะโพกโดยข้อที่เคลื่อนไหวมากที่สุดคือข้อกระดูกเอวข้อที่3-5 ซึ่งเป็นข้อที่กระดูกเสื่อมมากที่สุด
  4. กระดูก sacrum  เป็นกระดูก 5 ชิ้นเชื่อมติดกันและต่อกับกระกระดูกสะโพกที่เรียกว่า sacroiliac jointมักจะไม่มีอาการปวดเนื่องจากไม่มีการเคลื่อนไหว
  5. กระดูก coccyx หรือกระดูกก้นกบ หากไม่ได้รับการกระทบกระแทกมักจะไม่ปวด


Vertebral discs- หมอนรองกระดูก Vertebral discs

         หมอนรองกระดูกทำหน้าที่รองรับการกระแทก รูปร่างคล้ายโดนัทประกอบด้วย 2 ชั้น ชั้นนอกเหนียวทนทาน ชั้นในอ่อนนุ่ม ส่วนประกอบที่สำคัญคือน้ำพบได้ร้อยละ 80 ตั้งแต่แรกเกิด เมื่ออายุมากขึ้นก็เกิดอาการเสื่อม ปริมาณน้ำลดลงมีการแข็งตัวของหมอนกระดูกซึ่งเป็นไปตามวัย บางคนอาจจะมีอาการปวดหลังมาก
นอกจากหมอนจะเสื่อมตามอายุ ยังมีสาเหตุที่ทำให้เสื่อมก่อนวัยได้แก่การที่มีการบิดอย่างแรงของหมอนกระดูก เช่นคนที่ไปตีกอล์ฟทำให้มีอาการปวดหลัง

A=กระดูกสันหลัง
B=หมอนรองกระดูก

เกิดแแรงบิดทำให้ช่องระหว่างกระดูกแคบลง

Spinal cord and nerve roots - ไขสันหลัง(Spinal cord)และเส้นประสาท (nerve roots)
        เส้นประสาทไขสันหลังทำหน้าที่เชื่อมระหว่างสมองกับอวัยวะอื่น มันออกจากสมองแล้ววิ่งในช่องกระดูกสันหลังผ่านกระดูกคอ กระดูกส่วนอกและสิ้นสุดที่กระดูกอกส่วนล่าง ดังนั้นหากได้รับอุบัติเหตุที่คอ และกระดูกส่วนอก อาจจะทำให้เส้นประสาทไขสันหลังได้รับอันตรายจนเกิดอาการอัมพาต เนื่องจากกระดูกส่วนเอว(lumba spine)ไม่มีเส้นประสาทไขสันหลังแต่มันเป็นที่รวมของรากประสาท(nerve roots)ดังนั้นหากมีหมอนกระดูกทับเส้นประสาทบริเวณนี้ อาจจะทำให้เกิดอาการอ่อนแรงของขาทั้งสองข้าง
รากประสาท จะออกผ่านทางรูระหว่างกระดูก ซึ่งเป็นจุดที่อ่อนแอที่สุดและเป็นจุดที่หมอนกระดูกมักจะกดทับ ตำแหน่งที่หมอนกระดูกมักจะกดทับได้แก่
  1. กระดูดต้นคอ
  • หมอนรองกระดูกกดทับระหว่างกระดูกต้นคอที่4-5จะกดทับรากประสาทคู่ที่ 5 จะมีอาการปวดไหล่ กล้ามเนื้อไหล่อ่อนแรงและอาจจะมีอาการชาบริเวณไหล่
  • หมอนรองกระดูกกดทับระหว่างกระดูกต้นคอที่5-6จะกดทับรากประสาทคู่ที่ 6เป็นตำแหน่งที่พบบ่อย ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนแรงกล้ามเนื้อต้นแขนด้านหน้า (biceps)ทำให้ยกของไม่ขึ้น และกล้ามเนื้อ wrist extensors อ่อนแรงทำให้เราไม่สามารถเหยียดข้อมือ มีอาการปวดหรือชาตั้งแต่แขนลงไปถึงนิ้วหัวแม่มือ
  • หมอนรองกระดูกกดทับระหว่างกระดูกต้นคอที่6-7จะกดทับรากประสาทคู่ที่7 อาการชาและปวดจะอยู่ด้านในของแขนวิ่งไปบริเวณนิ้วกลาง
  • หมอนรองกระดูกกดทับระหว่างกระดูกต้นคอที่7-8จะกดทับรากประสาทคู่ที่8 เส้นประสาทนี้จะเลี้ยงกล้ามเนื้อนิ้วมือทำให้กำหรือเหยียดมือไม่สะดวก จะมีอาการชาหลังมือโดยเฉพาะบริเวณนิ้วก้อย

  1. กระดูกสันหลังส่านหน้าอก บริเวณนี้มักจะไม่เกิดโรคหมอนกระดูกทับเส้นประสาท
  2. กระดูกสันหลังส่วนเอวเป็นตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดโดยเฉพาะบริเวณกระดูกเอวข้อที่4-5 กดทับเส้นประสาทคู้5ของเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงบริเวณเอวผู้ป่วยจะกระดกไม่ขึ้น กระดกนิ้วหัวแม่เท้าไม่ขึ้นและมีอาการชาบริเวณดังรูป
Muscles - กล้ามเนื้อหลัง Muscle
        กล้ามเนื้อและเอ็นจะทำหน้าที่ประคับประคองกระดูกสันหลัง หากมีการอักเสบก็จะทำให้มีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อทำให้เกิดอาการปวดหลัง การที่มีอาการปวดหลังมากกว่า 2 สัปดาห์อาจจะทำให้เกิดอาการปวดหลังเรื้อรังได้เนื่องจากเมื่อปวด ก็ทำให้ไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อกลุ่มนั้น ทำให้กล้ามเนื้อกลุ่มนั้นไม่แข็งแรงผลทำให้ข้อไม่แข็งแรงทำให้ปวดหลังเรื้อรังในที่สุด นอกจากอาการปวดหลังจะเกิดจากตัวกล้ามเนื้อหลัง แล้วยังอาจจะเกิดจากการอักเสบของกล้ามเนื้อขาด้วย เนื่องจากร่างกายจะไปใช้ข้อที่กระดุกหลังมากกว่าข้อที่สะโพก
สำหรับตำแหน่งที่มักจะทำให้เกิดอาการปวดได้แก่
  • บริเวณกระดูกคอ cervical
  • บริเวณกระดูกหน้าอก thorax
  • บริเวณกระดูกเอว lumbar
ส่วนกระดูก sacrum เป็นกระดูก 5 ชิ้นเชื่อมติดกันและต่อกับกระกระดูกสะโพกที่เรียกว่า sacroiliac joint