Golden Dreams TMS&Herb

วันศุกร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561

7 อาหารสุขภาพ กินมากไปป่วยแน่

7 อาหารสุขภาพ กินมากไปป่วยแน่
อาหารสุขภาพ เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับคนยุคใหม่ที่อยากมีร่างกายแข็งแรง ปลอดโรคภัย แต่รู้ไหมว่า อาหารบางอย่างอาจมีพิษแฝงอยู่ กินมากไป กินไม่ถูกวิธีอาจทำให้เจ็บป่วยได้เลย มาดูเลยว่ามีอะไรบ้าง

มะเขือเทศ

ประโยชน์ มะเขือเทศอุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร ซึ่งพบว่ามะเขือเทศหนึ่งผลให้วิตามินเอมากถึง 1 ใน 3 ของวิตามินเอที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน นอกจากนี้ในมะเขือเทศยังมีโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียมและแร่ธาตุอื่นๆอีกหลายชนิด การกินมะเขือเทศที่ปรุงสุกโดยใช้ความร้อนจะได้คุณค่า สารอาหารมากกว่าการกินมะเขือเทศสดๆถึง 4 เท่า
เนื่องจาก มะเขือเทศที่ผ่านความร้อนแล้วจะมีปริมาณสารไลโคปีน (Lycopene) ซึ่งเป็นสารแอนติออกซิแดนต์มากขึ้น ไลโคปีนช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรค เบาหวาน โรคกระดูกพรุน และภาวะการเป็นหมันในชาย
ความเป็นพิษ พิษที่พบในมะเขือเทศอยู่ในส่วนของก้านและผลของมะเขือเทศดิบ โดยจะพบสารพิษในกลุ่ม Steroidal Alkaloids ซึ่งเป็นสารพิษอันตรายที่พบได้ในบุหรี่และกัญชา เมื่อร่างกายได้รับสารพิษนี้จะทำให้มีอาการคลื่นไส้ ปวดท้อง และเกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหารได้
วิธีกิน หลีกเลี่ยงการกินมะเขือเทศดิบ  และควรดึงก้านมะเขือเทศ ออกก่อนกินทุกครั้ง
เห็ด
ประโยชน์ เห็ดที่กินได้มีหลายชนิดซึ่งมีประโยชน์แตกต่างกัน เช่น เห็ดหอมหรือเห็ดชิตาเกะช่วยลดไขมันในเส้นเลือด เพิ่มภูมิคุ้มกันมะเร็ง เห็ดหูหนูช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้เม็ดเลือดขาว ในผู้สูงอายุ เห็ดฟางมีวิตามินซีสูงและกรดแอมิโนที่สำคัญ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ลดการติดเชื้อต่างๆ และลดความดันโลหิตได้
ความเป็นพิษ เห็ดบางชนิดเป็นเห็ดที่มีพิษ เมื่อกินเข้าไปจะทำให้มีอาการเวียนศีรษะ อาเจียน หน้ามืด ง่วงนอน และปวดท้องอย่าง รุนแรง หรืออาจเสียชีวิตได้
วิธีกิน ก่อนบริโภคเห็ดที่ไม่แน่ใจว่าเป็นพิษหรือไม่ ควรทำการทดสอบก่อน  ซึ่งการทดสอบเห็ดพิษมีหลายวิธี แต่ก็ไม่ได้ผล 100 เปอร์เซ็นต์  จึงอาจยังก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้บริโภคได้  ดังนั้น  การกินเฉพาะเห็ดที่เคยบริโภคแล้วไม่เกิดอันตรายเท่านั้น  จึงเป็นวิธีการที่ปลอดภัยที่สุดค่ะ

พริก

ประโยชน์ สารแคปไซซิน (Capsaicin) ในพริกพบอยู่มากที่บริเวณเยื่อแกนกลางสีขาวที่เรียกว่า “รกพริก” ซึ่งนอกจากจะให้ความเผ็ดร้อนแล้ว ยังมีคุณสมบัติช่วยทำให้หลอดเลือดขยายตัว และเกล็ดเลือดไม่รวมตัวกันเป็นก้อนง่าย ซึ่งป้องกันการอุดตันของหลอดเหลือด โดยเฉพาะหลอดเลือดหัวใจ
ความเป็นพิษ การกินพริกปริมาณมากเกินไปจะทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารหรือโรคในระบบทางเดินอาหารได้
วิธีกิน  ควรลดปริมาณการกินพริกให้น้อยลง  และก่อนนำพริกสดมาประกอบอาหาร  ควรล้างให้สะอาดทุกครั้ง
มันฝรั่ง
ประโยชน์ มันฝรั่งมีโพแทสเซียม ช่วยให้หลอดเลือดหัวใจแข็งแรง ลดความเสี่ยงต่อการเป็นนิ่วในไต และมีใยอาหารปริมาณสูง ช่วยบำรุงลำไส้ แก้อาการท้องผูกได้
ความเป็นพิษ เปลือกของมันฝรั่งมีสารพิษที่ชื่อว่า ชาโคนีน (Chaconine) และโซลานีน (Solanine) หากเผลอกินเข้าไปจะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ อาเจียน หรือท้องเสียได้ นอกจากนี้ยังพบว่า การเก็บรักษามันฝรั่งผิดวิธี เช่น นำไปวางภายใต้แสงนีออน เป็นเวลานาน จะทำให้มันฝรั่งมีสารพิษนี้เพิ่มมากขึ้น 2 – 3 เท่า โดยที่ความร้อนก็ไม่สามารถทำลายสารพิษนี้ได้
วิธีกิน ในชีวิตประจำวันของคนไทย  เรากินมันฝรั่งไม่มากนัก จึงไม่ได้รับอันตรายจากสารพิษนี้  แต่เพื่อความปลอดภัย หากต้องซื้อมาบริโภค  ควรเลือกซื้อมันฝรั่งที่บรรจุในหีบห่อมิดชิด  และเมื่อจะนำมาประกอบอาหาร ก็ควรหลีกเลี่ยงการกินเปลือกมันฝรั่ง

อัลมอนด์

ประโยชน์ อัลมอนด์เป็นถั่วที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เพราะเป็นแหล่งโปรตีน ใยอาหาร แคลเซียม และซีลีเนียม นอกจากนี้ยังมีวิตามินอีที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และมีไขมันไม่อิ่มตัวที่ช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและลดการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน ได้อีกด้วย
ความเป็นพิษ การกินอัลมอนด์ดิบมีอันตราย เพราะมีสารไฮโดรเจนไซยาไนด์ที่เป็นพิษต่อร่างกายอยู่ด้วย โดยจะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ หายใจลำบาก มึนงง หมดสติ หรือเสียชีวิตได้หากกินเข้าไปในปริมาณมาก
วิธีกิน การกินอัลมอนด์อย่างปลอดภัยจึงควรนำไปอบให้สุกก่อนทุกครั้ง  เพื่อกำจัดสารไฮโดรเจนไซยาไนด์
เชอร์รี่
ประโยชน์ เชอร์รี่เป็นผลไม้ที่มีไขมันและแคลอรีต่ำ อุดมไปด้วยโซเดียม โพแทสเซียม ไฟเบอร์ วิตามินซี และวิตามินบีปริมาณสูง จึงช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน เพิ่มปริมาณ สารแอนติออกซิแดนต์ในร่างกาย และทำให้ความดันโลหิตเป็นปกติ
ความเป็นพิษ เชอร์รี่มีสารไฮโดรเจนไซยาไนด์อยู่ในเมล็ด เวลาที่เราบดเคี้ยวผลเล็กๆของเชอร์รี่พร้อมกับเมล็ดจะทำให้ร่างกาย ได้รับสารไฮโดรเจนไซยาไนด์เข้าไปด้วยซึ่งเป็นพิษต่อร่างกาย ทำให้มีอาการปวดศีรษะและอาเจียนได้
วิธีกิน ควรกินเฉพาะเนื้อเชอร์รี่เท่านั้น  โดยคายเมล็ดทิ้ง

แอ๊ปเปิ้ล

ประโยชน์ แอ๊ปเปิ้ลเป็นผลไม้ยอดนิยมที่มีรสอร่อยและได้ชื่อว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก เพราะมีสารเพกทินที่เป็นประโยชน์ ต่อลำไส้ ช่วยในการขับถ่าย ลดคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยง ในการเกิดมะเร็ง และช่วยชะลอวัยได้
ความเป็นพิษ เมล็ดของแอ๊ปเปิ้ลมีกรดไซยาโนจีนิก (Cyanogenic acids) ซึ่งจะสลายตัวเกิดเป็นสารพิษไซยาไนด์ ฉะนั้น เมื่อเราเคี้ยวเมล็ดแอ๊ปเปิ้ลเข้าไป ร่างกายจึงได้รับพิษจากไซยาไนด์ อ่อนๆซึ่งทำให้รู้สึกปวดหรือเวียนศีรษะได้
คราวนี้ก่อนกินอาหารชนิดไหน ก็ควรเช็กความเป็นพิษและวิธีกินอย่างถูกต้องเหมาะสม เพื่อความปลอดภัยและได้ประโยชน์กับสุขภาพที่สุดค่ะ

(สนับสนุนข้อมูล : คอลัมน์ ชีวจิต+ นิตยสารชีวจิต ฉบับที่ 346)

วันศุกร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ดอกไม้ 10 ชนิด กินได้ สมุนไพรแก้โรค

ดอกไม้ 10 ชนิด กินได้ สมุนไพรแก้โรค
นอกจาก ดอกไม้ จะสร้างโลกให้สวยงามแล้ว ยังเป็นอาหารที่มีประโยชน์ และแก้โรคต่างๆ ได้นะคะ จึงเลือกดอกไม้ที่มีฤทธิ์เป็นสมุนไพรรักษาโรคมา 10 ชนิด อ่านกันเลยค่ะ
กระเจี๊ยบแดง แทรกกลีบดอกอยู่ตามกิ่งยาว ใช้ประดับแจกันก็ได้ ขณะเดียวกันก็นำกลีบเลี้ยงมาเชื่อม ทำแยม หรือตากแห้งใช้ต้มเป็นน้ำกระเจี๊ยบ สรรพคุณ ดื่มแก้ร้อนใน กระหายน้ำ บรรเทาอาการท้องเสีย และช่วยป้องกันการจับตัวของไขมันในเส้นเลือด กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน

กระดังงาไทย ดอกสีเหลืองมีกลิ่นหอมสุขุม ใช้กลีบลนไฟอ่อนๆ ลอยน้ำเชื่อม ปรุงขนมหวานต่างๆ ให้กลิ่นหอม สรรพคุณ ใช้เข้ายาลม บำรุงโลหิต บำรุงธาตุ และบำรุงหัวใจ
ดอกกล้วย หรือที่เรียกว่าหัวปลี ใช้ส่วนที่ยังอ่อนสีขาวนวล กินเป็นผักเคียงกับก๋วยเตี๋ยวผัดไทย ใช้ยำ ใส่แกงเลียง ชุบแป้งทอด หรือต้มจิ้มน้ำพริก โดยเฉพาะปลีกล้วยตานีจะมีเส้นใยที่อ่อนนุ่มกว่าปลีกล้วยชนิดอื่นๆสรรพคุณ ช่วยเพิ่มน้ำนมให้กับคุณแม่คนใหม่ และช่วยลดน้ำตาลในเลือด รักษาเบาหวาน

กุหลาบมอญ กลีบดอกสีชมพูมีกลิ่นหอมเย็น แช่น้ำลอยดอกไม้ ปรุงเป็นขนม เพื่อให้ความหอม ใส่ในยำร่วมกับดอกไม้อื่นๆ ดอกแห้งใช้ชงเป็นชา สรรพคุณบำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย ช่วยระบาย
ดอกขจร ดอกรูปถ้วยสีเหลืองอ่อน ใช้ทั้งดอกตูมและดอกบานทำอาหารได้หลายชนิด เช่นแกงส้ม แกงจืด ไข่ตุ๋น ยำดอกขจร และชุบแป้งทอดกินกับขนมจีนน้ำพริกสรรพคุณ ให้พลังงานต่อร่างกายมาก เพราะมีคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน สูงกว่าผักชนิดอื่น มีวิตามินเอและซีค่อนข้างสูง บำรุงตับ ปอด บำรุงเลือด และแก้เสมหะ
คาเลนดูล่า (ดาวเรืองหม้อ หรือดาวกระจาย) กลีบดอกใส่ในสลัด น้ำซุป อบกับขนมปัง เพื่อให้กลิ่นหอม สรรพคุณ ช่วยบรรเทาอาการอักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา

ชบา ใช้แต่งสลัดผัก ใส่แกงเลียง หรือใช้เป็นสีผสมอาหารจะให้สีแดงม่วง เติมน้ำมะนาวลงไปจะให้สีแดงสด สรรพคุณ บำรุงน้ำนมในสตรีหลังคลอดบุตร ดื่มเป็นยาชงช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย แก้ไข้ ฟอกโลหิต และช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ
ดาวเรือง ดอกตูมลวกจิ้มน้ำพริก กินแกล้มลาบ กะปิคั่ว ช่อดอกรสขม ฉุนเล็กน้อย สรรพคุณ ขับร้อนใน ขับลม ละลายเสมหะ แก้วิงเวียนศรีษะ
ดาหลา ดอกตูมและหน่ออ่อนจิ้มน้ำพริก แกงเผ็ด หรือหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ผสมในข้าวยำ สรรพคุณ รสเผ็ดร้อน ช่วยขับลม แก้ลมพิษ แก้โรคผิวหนัง

ดอกอโศกน้ำ ดอกเป็นพวงสีเหลืองส้มมีกลิ่นหอม รสเปรี้ยว นิยมทำแกงส้ม พล่า ยำ หรือดอกสดจิ้มกับน้ำพริกได้ สรรพคุณ แก้ไอ ขับเสมหะ บำรุงธาตุ
เรียกว่างามอย่างมีคุณค่า เป็นทั้งอาหารตาและอาหารจาน แต่ต้องระวังสารเคมีที่ตกค้างในการปลูก ทางที่ดีปลูกเองใช้เองดีกว่าคะ

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2558

การตั้งคอมพิวเตอร์

การตั้งคอมพิวเตอร์
         ท่านผู้อ่านที่ทำงานกับ computer หรือเล่นเกม หรือเพื่อการศึกษาหากท่านใช้เวลากับมันมากโดยที่ปรับโต๊ะ เก้าอี้ หรือจอ monitor ไม่ถูกต้องอาจจะทำให้ปวดตา ปวดคอ ปวดหลัง บทความนี้จะเป็นคำแนะนำการทำงานกับ computer

การปรับ Keyboad
         การทำงานกับ computer นานจะมีปัญหาเกี่ยวกับแขน ข้อมือ และมือ คำแนะนำต่อไปนี้จะทำให้ท่านทำงานสบายขึ้น
  • ปรับความสูงของ keyboard เพื่อให้หัวไหล่ได้พัก แขนแนบลำตัว keyboard อยู่ตรงหน้าไม่เอียงซ้ายหรือขวา
  • Keyboardควรอยู่ใกล้กับผู้ใช้เพื่อที่จะไม่ต้องเอื้อมมือ
  • ข้อศอกควรได้ฉาก90 องศา แขนส่วนปลายจะขนานกับพื้น
  • Mouse ควรวางข้างKeyboard
  • ขณะที่ไม่ได้ทำงานควรพักแขนไว้บนท้องไม่ควรพักแขนไว้บน Keyboard หรือ Mouse

การตั้งDesktops

  • โต๊ะที่วาง computer ควรจะสูง 25-29 นิ้วขึ้นกับส่วนสูงของผู้ใช้
  • ปรับเก้าอี้ให้แขนขนานกับพื้นขณะทำงานและแขนควรอยู่สูงจากต้นขา 2นิ้ว
  • ใต้โต๊ะควรเป็นพื้นที่ว่างเพื่อยืดเท้า
  • ของที่ใช้บ่อยควรอยู่ใกล้มือ
  • ถ้าใช้ที่หนีบกระดาษควรอยู่ระดับเดียวกับ monitor

การปรับ Monitors

การปรับแต่งMonitorจะช่วยให้ตาและระบบกล้ามเนื้อทำงานได้ดีขึ้นคำแนะนำนี้จะช่วยอาการปวดตาปวดคอ และเมื่อยกล้ามเนื้อไหล่
  • เช็ดจอให้สะอาด
  • ปรับความสว่างให้พอเหมาะ
  • จอ monitor ตั้งอยู่ตรงหน้าเพื่อที่จะต้องไม่หมุนคอ
  • จอควรห่างจากตัวผู้ใช้ 20-26 นิ้ว
  • จอทำมุกกับแนวดี่ง10-20 องศา
  • ให้แสงจากหน้าต่างเข้าทางข้างเพื่อป้องกันการสะท้อนของแสง
  • จอไม่ควรได้รับแสงโดยตรงเพราะจะทำให้เกิดการสะท้อนของแสงหรืออาจจะใส่แผ่นกรองแสง
  • ขอบบนของจอmonitor ควรอยู่ระดับเดียวกับตา

การปรับแสง

  • แสงที่ใช้ไม่ควรเกิน18-46 แรงเทียน
  • แสงควรเข้าทางด้านข้างเพื่อป้องกันการสะท้อนของแสง
  • วางจอmonitor โดยหันด้างข้างของจอ monitor ไปหาหน้าต่าง
  • ไม่ควรใช้โคมไฟ
  • ผนังด้านหลังจอmonitorควรทาสีทึบเพื่อป้องกันสะท้อนของแสง
  • ใช้แผ่นกันการสะท้อนของแสง

การปรับเก้าอี้

เชื่อกันว่าการนั่งเป็นการผ่อนคลาย ความจริงการนั่งนานๆจะทำให้กระดูกหลัง หมอนรองกระดูกได้รับน้ำหนักอยู่ตลอดเวลา นอกจากหลังแล้วยังมีผลต่อเท้าเนื่องจากเลือดจะไปกองที่เท้า ข้อแนะนำนี้จะช่วยให้ท่านผู้อ่านทำงานกับ computer อย่างสบาย
  • อย่าท่าใดท่าหนึ่งนานๆ
  • เปลี่ยนท่านั่งและยืนสลับกัน
  • ปรับเบาะพิงหลังให้รองบริเวณเอวอาจจะใช้หมอนหรือผ้าหนุนด้วยก็ได้ท่านั่งที่ดีควรจะเป็นท่าที่ขาตั้งฉากกับลำตัว
  • ปรับความสูงของเก้าอี้เพื่อให้เท้าวางบนพื้น
  • นั่งหลังพิงพนักพิง
  • ต้นขาขนานกับพื้น เข่าอยู่แนวระนาบเดียวกับข้อสะโพก
  • เข่าควรอยู่ห่างจากเบาะนั่ง 2-3 นิ้ว
  • อย่านั่งหลังโก่ง
  • ปรับความสูงของที่พักแขนให้แขนและไหล่ได้พักขณะทำงาน

รับประทานอาหารมื้อค่ำมีผลต่อความอ้วน

รับประทานอาหารมื้อค่ำมีผลต่อความอ้วน

        ก่อนหน้านี้มีความเชื่อกันว่าการรับประทานอาหารมื้อเย็นหากรับประทานดึกจะทำให้อ้วน แต่ยังไม่การศึกษาว่าทำให้อ้วนจริงหรือเปล่า จนกระทั่ง Rika Yokoyama, MS และคณะจากญี่ปุ่นได้สึกษาถึงผลการรับประทานอาหารค่ำดึกไปว่าจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วนหรือไม่
         การศึกษานี้ใช้คน 10 คนอายุเฉลี่ย 40 ปี ดัชนีมวลกายประมาณ 23.1 โดยให้รับประทานอาหารเช้าเวลา 8.00 น อาหารบ่ายเวลา 13.00 น ส่วนอาหารค่ำปกติเวลา 19.00 น ส่วนอาหารค่ำดึก 22.00 น ผู้วิจัยจะให้ผู้ทดลองรับประทานอาหารตามเวลาดังกล่าว ชนิดของอาหารจะเหมือนกัน โดยรับประทานอาหารในห้องซึ่งสามารถวัดปริมาณออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อวัดปริมาณพลังงานที่ใช้ นอกจากนั้นยังวัดความหิวด้วยผลการศึกษา
  • ผู้ที่รับประทานอาหารมื้อเย็นเร็วจะมีการใช้พลังงานมากกว่าผู้ที่ทานอาหารมื้อเย็นดึก เนื่องจากผู้ที่รับอาหารมื้อเย็นเร็วจะมีเวลาืำกิจกรรมนานกว่าผู้ที่รับดึก ดังนั้นผู้ที่รับประทานอาหารเย็นเร็วจะมีโอกาศอ้วนน้อยกว่า
  • ระดับน้ำตาลและปริมาณอินซูลินในเลือดของผู้ที่รับประทานอาหารเย็นเร็วจะต่ำกว่าผู้ที่รับประทานดึก
  • กรดไขมันในผู้ที่รับประทานอาหารเร็วจะต่ำกว่าผู้ที่รับประทานมื้อเย็นดึก
  • ผู้ที่รับประทานอาหารเย็นดึกจะหิวเก่งกว่าคนที่รับประทานเร็ว
Obesity 2010: The Obesity Society 28th Annual Scientific Meeting. Poster 202-P. Presented October 12, 2010.

ข้อเสนอแนะ
         แม้ว่าจะเป็นการศึกษาที่ใช้คนไม่มากแต่ข้อมูลออกไปในทิศทางเดียวกันว่าอาหารมื้อเย็นควรจะรับไม่เกินเวลา 19 น เพราะหากรับสายหรือดึกจะก่อผลเสียต่อสุขภาพ

วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การดูแลฟัน

การดูแลสุขอนามัยในช่องปาก

         หลักของการดูแลสุขอนามัยในช่องปากประกอบไปด้วยการแปรงฟัน การใช้ไหมขัดฟัน และ การพบทัน๖ืแพทย์เพื่อดูแลฟันอย่างน้อยปีละสองครั้ง
การดูแลสุขภาพในช่องปาก
         การดูแลเหงือกและฟันควรจะเริ่มต้นตั้งแต่ยังเป็นทารกซึ่งจะทำให้ได้ฟันที่แข็งแรงไปตลอดชีวิต การรักษาสุขภาพฟันและเหงือกต้องประกอบไปด้วยการเลือกอาหาร เครื่องดื่ม การเลือกแปรงสีฟัน การแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง การใช้ไหมขัดฟันและการพบทันตแพทย์เป็นประจำ
ประโยชน์ของการดูแลสุขภาพปาก
มีวิธีการอะไรบ้างที่จะป้องกันโรคเหงือกและฟัน

กลิ่นปาก

กลิ่นปาก


         กลิ่นปากหรือปากเหม็นเป็นกลิ่นไม่สะอาดที่หายใจออกมา นอกจากจะทำให้เสียความมั่นใจ กลิ่นปากยังเป็นสัญญาณเตือนว่าอาจจะมีโรคประจำตัว
สาเหตุกลิ่นปากก็พบตั้งแต่เรื่องอาหาร โรคของเหงือก ฟัน โรคในช่องปาก และโรคระบบทางเดินหายใจ


กลิ่นปากกลิ่นปาก

         กลิ่นปากหรือปากเหม็น หรือลมหายใจไม่สะอาด หากเกิดขึ้นกับใครก็ทำให้ขาดความมั่นใจ จะปรึกษาใครก็รู้สึกเป็นสิ่งน่าอาย บทความนี้อาจจะช่วยให้ท่านลดกลิ่นปาก ตำแหน่งที่เกิดกลิ่นปากมากที่สุดคือลิ้นเนื่องจากผิวลิ้นหยาบ ดังนั้นหากเกิดกลิ่นปากลองทำความสะอาดลิ้นก่อนเป็นอันดับแรก

กลไกการเกิดกลิ่นปาก

  • เกิดจากเชื้อแบคทีเรียในปากตายทำให้เกิดสาร sulfur ออกมาจึงเกิดกลิ่น
  • แบคทีเรียสลายอาหารที่อยู่ในปาก
  • น้ำลายลดลงทำให้เชื้อแบคทีเรีย หรืออาหารไม่ถูกชะล้าง
สาเหตุ
  • สาเหตุจากในปาก
  • กลิ่นปากตอนตื่นเช้า เป็นเรื่องปกติเพราะปากจะแห้งทำให้มีการหมัหมม สายหน่อยเมื่อมีน้ำลายกลิ่นปากจะลดลง
  • ปากแห้ง เป็นภาวะที่มีน้ำลายน้อยทำให้เกิดการหมักหมม เช่นตื่นนอนตอนเช้า โรคเบาหวาน หรือเกิดจากยา อ่านที่นี่
  • อาหาร เครื่องดื่มและยา สารเคมีในอาหารและยาจะถูกขับออกมา เช่นกลิ่นสุรา กระเทียมเป็นต้น ภาวะนี้จะเป็นชั่วคราว
  • การสูบบุหรี่
  • การอดอาหาร จะทำให้มีกลิ่น keytone
  • สาเหตุุจากโรค เช
ฝ้าขาวสาเหตุจากในปาก

         กลิ่นปากส่วนใหญ่เกิดจากในปาก เชื้อแบคที่เรียย่อยโปรตีนและอาหารทำให้เกิดกลิ่นปาก ปัจจัยที่ส่งเสริมทำให้เกิดกลิ่นปากได้แก่
  • เศษอาหารที่ติดตามซอกฟัน ซึ่งการแปรงฟันไม่สามารถขจัดเศษอาหารเหล่านี้ได้
  • คราบหินปูน และโรคเหงือก ซึ่งจะมีเชื้อแบคทีเรียย่อยอาหารทำให้เกิดกลิ่น
  • ลิ้นสกปรก เป็นฝ้าซึ่งเกิดจากเศษอาหาร หรือเสมหะ ฝ้าเหล่านี้จะมีเชื้อโรคมากมาย การทำความสะอาดลิ้นจะช่วยลดกลิ่นปากลงได้

การดูแลเรื่องกลิ่นปาก

เรื่องอนามัยในช่องปาก
  • การแปรงฟันอย่างน้อยสองครั้งต่อสัปดาห์ แปรงให้ถูกวิธีและไม่แปรงแรงเกินไป อ่านที่นี่
  • การใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวันละครั้ง อ่านที่นี่ หากจะให้ดีควรจะทำวันละสองครั้ง
  • กหารปรึกษาทันตแพทย์ปีละสองครั้ง
  • ให้รับประทานอาหารครบ 3 มื้อทุกวัน
  • ให้ดื่มน้ำมะนาวซึ่งจะเพิ่มปริมาณน้ำลาย
  • ให้ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว
เรื่องอาหารและเครื่องดื่ม
         อาหารน้ำตาลและที่เป็นกรดจะทำให้เกิดกลิ่นปาก และเกิดฟันผุ ควรจะหลีกเลี่ยงอาหารดังกล่าว
  • ลดปริมาณหรือความถี่อาหารที่มีรสหวาน และไม่ควรจะรับประทานอาหารหวานเป็นของว่าง
  • หลี่กเลี่ยงเครื่องดื่มที่เป็นกรด เช่นน้ำอัดลม น้ำผลไม้ ให้ดื่มไม่ต้องอมเพื่อลดเวลาที่ฟันสัมผัสกรด
  • ให้ดื่มน้ำ ชา หรือนม แทนเครื่องดื่มที่เป็นกรด
  • แปรงฟันหลังจากดื่มเครื่องดื่มที่เป็นกรดไม่เกินหนึ่งชั่วโมง
วิธีอื่นๆที่จะลดกลิ่นปาก
  • หยุดสูบบุหรี่เพราะการสูบบุหรี่จะเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคเหงือก
  • การใช้น้ำยาบ้วนปากสำหรับผู้ที่ปฏิบัติตัวเป็นอย่างดีแล้วยังมีกลิ่นปาก
  • การทำความสะอาดลิ้น
  • การเคี้ยวหมากฝรั่งชนิดที่ไม่มีน้ำตาล
  • การไม่ดื่มน้ำหรือไม่รับประทานอาหาร ทำให้แบคทีเรียไม่ถูกชะล้างจึงเกิดกลิ่นปาก
  • โรคฟัน เช่นฟันผุ สุขลักษณะช่องปากไม่ดี มีการขังของเศษอาหารในช่องปาก
  • กลิ่นจากอาหารที่รับประทานเข้าไป เช่นกาแฟ สุรา หอมใหญ่ กระเทียม พริก บุหรี่
  • หายใจทางปากเนื่องจากเป็นหวัด
  • โรคระบบทางเดินหายใจ เช่นผีในปอด ไซนัสอักเสบ คออักเสบ เป็นต้น
  • โรคบางชนิดเช่น โรคไต โรคตับ
         ถ้าอาการไม่ดีภายหลังจากได้ปฏิบัติแล้ว 10 วันให้ปรึกษาทันต์แพทย์ หรือแพทย์ของท่าน

จะรู้ได้อย่างไรว่ามีกลิ่นปาก การทดสอบกลิ่นปาก
         ล้างข้อมือด้วยสบู่ให้สะอาดแล้วล้างน้ำจนสะอาด ใช้ผ้าสะอาดเช็ดให้แห้ง เลีย 4 ครั้งหลังจากนั้น 30 นาทีให้ดมว่ามีกลิ่นหรือไม่

กลิ่นปากในเด็ก
         ท่านผู้ปกครองหากเด็กมีกลิ่นปากไม่หาย ท่านไม่ต้องกังวลว่าจะเด็กจะมีโรคเหมือนผู้ใหญ่ เช่น โรคที่ศีรษะ คอ และกระเพาะอาหารเพราะว่าสาเหตุส่วนใหญ่ของกลิ่นปากเกิดจากในปาก สาเหตุที่พบบ่อยได้แก่
  • สุขอนามัยไม่ดี มีเศษอาหารและเชื้อแบคทีเรียเหลือตามซอกฟัน เด็กมักจะมีกลิ่นมากมากในตอนเช้า หากเป็นมากจะมีตอนสาย
  • ฟันผุ บางรายเด็กไม่มีอาการปวดฟันแต่มีฟันผุ
  • ไซนัสอักเสบทั้งเฉียบพลันและเรื้อรังสามารถทำให้เกิดกลิ่นปากได้ นอกจากกลิ่นปากเด็กโดยมากจะเกิดอาการ น้ำมูกไหล ไอกลางคืน
  • คออักเสบ เด็กจะมีไข้เจ็บคอ และมีกลิ่นปาก
  • ภูมิแพ้ทำให้มีเสมหะไหลไปที่คอทำให้เกิดกลิ่นปาก
คำแนะนำ
  • อย่าทำให้เด็กขาดความมั่นใจ ควรใช้โอกาสนี้สอนเด็กแปรงฟัน และล้างปาก
  • เลือกแปรงที่มีขนาดเหมาะกับปากและมีขนอ่อนนุ่มพอควรพร้อมยาสีฟัน ยาสีฟันควรมีสาร fluoride
  • ควรแปรงฟันพร้อมเด็ก ให้เด็กแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง
  • สอนเด็กใช้ Dental flossing
  • หากเห็นเศษอาหารติดที่คอก็ให้เด็กกรวกคอบ้วนปาก
  • ให้ตรวจฟันทุกปี
เรื่องที่เกี่ยวข้อง

การคาดเข็มขัดนิรภัย

เข็มขัดนิรภัย
         เมื่อเกิดอุบัติเหตุจราจรทางบกจะทำให้เกิดการสูญเสียชีวิต ร่างกาย อันตรายที่เกิดกับคนมีตั้งแต่ไม่มากเช่นแผลถลอกจนกระทั้งอวัยวะภายในได้รับบาดเจ็บ อาจจะพิการ การป้องกันที่ดีที่สุดคือการป้องกันมิให้เกิดอุบัติเหตุ แต่ก็ไม่สามารถป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ การใช้เข็มขัดนิรภัยจะช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บ

การเปลี่ยนแปลงเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
  1. แรงกระแทกที่เกิดจากรถที่วิ่งเร็ว 60 กิโลเมตรจะเท่ากับรถที่ตกที่สูง 14 เมตรหรือความสูงประมาณตึก 5 ชั้น ตัวรถจะยุบหรือบิดงอ
  2. คนที่อยู่ในรถถ้าไม่คาดเข็มขัดนิรภัยจะเดินทางด้วยความเร็วเท่ากับรถเมื่อชนและหยุด ศีรษะ หน้า ลำตัวของคนในรถจะถูกเหวี่ยงไปกระแทกกับพวงมาลัย และกระจกหน้ารถอาจทำให้หมดสติหรือเสียชีวิต
  3. อวัยวะในร่างกาย เช่นตับ ไต ลำไส้ สมองหรือไขสันหลังซึ่งมีการเคลื่อนไหวอยู่ภายในจะเคลื่อนไหวเท่ากับความเร็วของรถ เมื่อคนในรถหยุด อวัยวะภายในจะกระแทกกันเอง ทำให้ตับ ไต ลำไส้หรือสมองฉีกขาดได้
ใครบ้างที่ควรคาดเข็มขัดนิรภัย
  1. คนที่ขับรถทุกคน
  2. ผู้โดยสารทุกคนไม่ว่าจะนั่งหน้าหรือหลัง
  3. ผู้โดยสารรถขนาดใหญ่ที่มีเข็มขัดนิรภัยควรต้องคาดเช่นกัน
ประเภทของเข็มขัดนิรภัย
  • เข็มขัดนิรภัยที่รัดตรงบริเวณโคนขา รอบสะโพก (lap belt หรือแบบสองจุด) พบได้ในเครื่องบิน สำหรับรถยนต์จะใช้กับที่นั่งตอนหลัง เข็มขัดชนิดนี้ใช้คาดบริเวณต้นขา รอบสะโพก ไม่ควรรัดบริเวณหน้าท้อง
  • เข็มขัดที่คาดผ่านบริเวณสะโพกและไหล่ ( lap shoulder belt หรือแบบ 3 จุด)คาดบริเวณสะโพก บริเวณต้นขา และผ่านเฉียงทางหน้าอกและกระดูกไหปลาร้า
การคาดเข็มขัดนิรภัย